คัดเลือกรอบสุดท้าย

    ฟุตบอลถ้วยยุโรป ทั้งยูโรป้า ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะมีการแข่งขันกันในรอบคัดเลือกก่อน ซึ่งรอบแรกเริ่มแข่งกันมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคมเลยทีเดียว จนมาถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพึ่งจะจบรอบคัดเลือกรอบที่ 2 ไปเท่านั้น แต่รอบที่เป็นไฮไลท์ของรอบคัดเลือกเลยก็คือรอบที่ 3 ที่ทีมชนะจะได้ไปแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลถ้วยของยุโรปในฤดูกาลหน้า ซึ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเหลือที่ว่างอยู่อีกไม่กี่ที่แล้ว แต่ในศึกยูโรป้า ลีกยังมีที่ว่างอีกมาก สำหรับผู้ชนะในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 นี้

ฤดูกาลนี้ได้มีการเปลี่ยนกฏออกไปเล็กน้อย โดยในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ผู้ชนะจะต้องมาพบกับทีมวางในรอบเพลย์ออฟอีกครั้ง เพื่อจะหาอีก 6 ทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งตอนนี้มีทีมวางคือพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น กับยัง บอยส์  จากสวิตเซอร์แลนด์ โดยกลาสโกว์ เซลติก ทีมแชมป์จากสก็อตแลนด์ก็ยังผ่านมาถึงรอบนี้ด้วย และมีโอกาสที่จะได้เล่นในรอบแบ่งกลุ่มเหมือนฤดูกาลที่แล้วอีกครั้ง รวมถึงอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมรองแชมป์จากลีก ดัตช์ด้วย ซึ่งมีทีมที่น่าสนใจมากขึ้นในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 นี้ แต่ถือว่าความน่าสนใจก็น้อยลงไปมาก เนื่องจากในยุคก่อนหน้านี้บรรดาทีมที่จบอันดับ 4 หรืออันดับที่ 3 ของลีกใหญ่ๆ ทั้งพรีเมียร์ลีก ลา ลีก้า หรือกัลโช่ เซเรีย อา จะต้องมาเล่นในรอบคัดเลือกรอบนี้ด้วย แต่พึ่งมีการเปลี่ยนกฏใหม่ไปไม่นาน ทำให้ทีมเหล่านั้นไม่ต้องมาเล่นรอบคัดเลือกแล้ว และสามารถผผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้แบบอัติโนมัติ ทำให้ความน่าสนใจลดลงไปมาก จะเหลือก็แต่ทีมประมาณเกรดบีเท่านั้น ที่จะต้องมาคัดเลือกในรอบนี้กัน

ส่วนนศึกยูโรป้า ลีกนั้น ทึ่ถึงแม้ว่าจะเป็นรอบคัดเลือกรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังมีทีมที่ผ่านมาถึงรอบนี้ถึง 72 ทีม และจะต้องหาอีก 36 ทีมที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบเพลย์ออฟในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้อีกครั้ง โดยรอบนี้มีทีมดังๆ จากลีกใหญ่หลายทีมเลยทีเดียว ทั้งเซบีญ่า อตาลันต้า เบิร์นลี่ย์ บอร์กโดซ์ เฟเยนูร์ด รวมถึงไลป์ซิกจากเยอรมันด้วย ซึ่งจะต้องมาเตะคัดเลือกรอบที่ 3 กันในช่วงกลางสัปดาห์ถึง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน และหากทีมยังผ่านเข้ารอบไปได้ กลางสัปดาห์ต่อมาก็ต้องมาเตะรอบเพลย์ออฟกันอีก ซึ่งถือว่ามีความยุ่งยากขึ้นมากจริงๆ ซึ่งยูฟ่าทำแบบนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของพวกเขานั่นเอง ซึ่งบรรดาสโมสรต่างๆ ก็ต้องทำตามแบบเลี่ยงไม่ได้

 

รอบแบ่งกลุ่ม

 

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป ซึ่งในแต่ละฤดูกาลจะเอา 32 ทีมที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม โดยจะเริ่มต้นกันประมาณเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็จะเป็นเหมือนทุกปีเช่นกันที่จะมีการเตะรอบคัดเลือกกันก่อนที่จะไปถึงรอบแบ่งกลุ่ม โดยรอบคัดเลือกที่น่าสนใจก็คือรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ที่จะเริ่มต้นกันในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยจะมีทีมที่น่าสนใจหลายทีมดวลแข้งกันในรอบนี้ ซึ่งบางคู่ได้มีการประกบคู่ออกมาแล้ว แต่คู่ที่เหลือต้องรอผลของคู่ที่เตะกันในรอบที่ 2 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ฤดูกาลนี้มีทั้งกลาสโกว์ เซลติก อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม และเอฟซี บาเซิ่ล ต้องเตะในรอบที่ 2 ด้วย ส่วนการประกบคู่ที่น่าสนใจในรอบที่ 3 ก็คือการพบกันระหว่างเบนฟิก้า ทีมดังจากโปรตุเกส ที่จะต้องพบกับเฟเนร์บาห์เช่ ทีมดังแห่งตุรกี ซึ่งจะต้องมีทีมหนึ่งที่ต้องตกรอบคัดเลือกอย่างน่าเสียดาย ซึ่งปีก่อนหน้านี้จะมีทีมที่ได้อันดับ 4 จากลีกใหญ่ต้องมาเตะในรอบนี้ด้วย แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนกฏใหม่ ทำให้ทีมที่คว้าที่ 4 จากลีกใหญ่ไม่ต้องมาเล่นในรอบคัดเลือก และได้โควต้าเล่นในรอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติ

ส่วนในรอบแบ่งกลุ่มที่ตอนนี้มีทีมยืนทั้งหมดแล้ว 26 และรอทีมจากรอบเพลย์ออฟเข้ามาเติมเต็มเป็น 32 ทีม ซึ่งจะมีการจับสลากแบ่งสายในรอบแบ่งกลุ่มกันในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยตอนนี้มีทีมวางในแต่ละโถเรียบร้อยแล้ว โดยโถ 1 จะประกอบไปด้วยทีมใหญ่ๆ มากมาย แต่โลโกโมทีฟ มอสโกว์ ทีมแชมป์ลีกของรัสเซียจะได้เป็นทีมวางในฤดูกาลนี้ด้วย ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไม่ค่อยดีในช่วงหลังต้องหล่นมาอยู่โถ 2 และอาจจะมีลิเวอร์พูลด้วย ซึ่งยังขึ้นอยู่กับว่าทีมไหนจะได้ผ่านรอบคัดเลือกมาได้ด้วย เพราะต้องวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ว่าทีมไหนมีมากกว่ากัน โดยมีนาโปลี และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์อยู่ในโถ 2 ด้วย และมีโมนาโก กับโอลิมปิก ลียงเป็นทีมวางในโถ 3 ส่วนโถ 4 จะมีอินเตอร์ มิลาน และฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นตัวเลือก ซึ่งหากลองจัดสถานการณ์แบ่งสายให้มีสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด กลุ่มที่จะเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธมีโอกาสจะเป็นเรอัล มาดริด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โมนาโก และอินเตอร์ มิลาน ซึ่งถือว่ามหาโหดแบบสุดๆ หากเกิดขึ้นจริง และมีโอกาสเข้ารอบ ตกรอบพอๆ กันเลยทีเดียว โดยอาจจะเปลี่ยนจากเรอัล มาดริดเป็นทีมอื่นจากโถ 1 นอกจากโลโกโมทีฟ มอสโกว์ รับรองว่ามันส์แน่นอน

ลิสบอนทีมแตก

  สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังในลีกโปรตุเกส ถือว่าเป็นสโมสรที่ปั้นนักเตะระดับโลกมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะหลุยส์ ฟิโก้ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ตำนานหมายเลข 7 ของทีมชาติโปรตุเกสก็มีต้นกำเนิดมาจากสโมสรนี้เช่นกัน แต่เมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วดันเกิดปัญหาภายในสโมสร รวมถึงมีแฟนบอลพวกหัวรุนแรงเข้ามารุมทำร้ายนักเตะถึงสนามซ้อม ทำให้นักเตะบาดเจ็บกันไปเล็กน้อยด้วย และเหมือนจะถูกโยงไปถึงประธานสโมสรอย่างบรูโน่ เด คาร์วัลโญ่ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นตัวตั้งตัวตีให้แฟนบอลมาทำร้ายร่างกายนักเตะหลังจากที่พวกเขาต้องหลุดพื้นที่โควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น และด้วยข้อกฏหมายที่มีช่องว่างให้มีการยกเลิกสัญญาได้ หากเกิดความไม่ปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่นักเตะโดนทำร้ายที่สนามซ้อม ทำให้เหล่านักเตะดาวดังหลายคนใช้ข้ออ้างนี้ในการยกเลิกสัญญากับสโมสร และย้ายออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัว ทำให้พวกเขาย้ายทีมได้แบบอิสระโดยที่สโมสรไม่ได้เงินจากการย้ายทีมซักแดงเดียว สภาวะทีมแตกคงเหมาะที่สุดที่จะใช้ระบุสถานการณ์ของสปอร์ติ้ง ลิสบอนในตอนนี้ เมื่อเริ่มมีนักเตะคนแรกทำ คนหลังๆ ก็ตามมาเป็นกระบิ โดยเป็นทางฮอร์เก้ เฆซุส กุนซือของทีมที่เผ่นออกจากทีมไปก่อนเป็นคนแรก

รุย ปาทรซิโอ นายประตูจอมหนึบทีมชาติโปรตุเกสเป็นดาวดังรายแรกที่ออกมางัดข้อกับสโมสรด้วยเงื่อนไขการยกเลิกสัญญานี้ และได้ไปเซ็นต์สัญญาร่วมทีมวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส  ทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มด้วยซ้ำ และหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกมาพวกเขาต้องเสียนักเตะไปอีกหลายราย ทั้งไบรอัน รุยซ์ ที่ย้ายไปเล่นที่บราซิล และล่าสุดกับเกลสัน มาร์ตินส์ ที่ไปเซ็นสัญญากับแอตเลติโก มาดริดแบบฟรีๆ ซึ่งนักเตะเหล่านี้หากไม่มีเรื่องบาดหมาง สปอร์ติ้ง ลิสบอน สามารถขายนักเตะพวกนี้ได้ในราคารวมกันเกือบ 100 ล้านยูโรด้วยซ้ำ โดยมีเพียงวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติโปรตุเกส ที่ยังปราณีต่อสโมสร โดยปล่อยให้ทีมตัดสินใจขายเขาออกไปให้เรอัล เบติส โดยให้สโมสรได้ค่าตัว 18 ล้านปอนด์ไป รวมถึงคริสเตียโน่ ปิคคินี่ แบ็คขวาที่ขายให้กับบาเลนเซีย ทำให้สปอร์ติ้ง ลิสบอนพอจะได้เงินกลับมาบ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสโมสร เพราะนักเตะที่ย้ายออกไปเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมทั้งนั้น และอาจจะถึงช่วงที่สโมสรจะต้องตกต่ำที่สุดแล้วก็ได้

ความล้มเหลวของมิลาน

            เมื่อก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้วทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน มีเรื่องราวใหญ่โตบนหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ มากมาย เมื่อมีกลุ่มทุนใหญ่จากจีนเข้ามาเทคโอเวอร์ และบริหารสโมสร รวมถึงใช้เงินในการซื้อตัวนักเตะอย่างมหาศาล และกวาดนักเตะเข้าถิ่นซาน ซีโร่ไปเกิน 10 ราย และใช้เงินซื้อนักเตะไปเบ็ดเสร็จ 170 ล้านปอนด์โดยประมาณ และได้นักเตะมาทั้งหมด 11 คน ซึ่งสามารถจัดทีมใหม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่แล้วทีมก็ต้องประสบปัญหาหลังจากเริ่มฤดูกาลไปได้เพียง 3 เดือน เมื่อวินเชนโซ่ มอนเตลล่าต้องโดนปลดจากตำแหน่งไป หลังจากพาทีมทำผลงานได้น่าผิดหวัง และทำให้บอร์ดดันเจนนาโร่ กัตตูโซ่ อดีตนักเตะของทีมที่ทำงานกับทีมเยาวชนขึ้นมาคุมทีมแทน แต่อดีตมิดฟิลด์ตัวรับเจ้าของฉายา “รถถัง” ก็ทำได้เพียงแค่ประคองอันดับของทีมให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 ของตาราง และได้โควต้าไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้

ส่วนหนึ่งของความล้มเหลวของเอซี มิลานคือการเลือกใช้กุนซือที่ไม่ได้เรื่องซักราย รวมถึงการซื้อนักเตะที่มั่วซั่วด้วย ถึงแม้ว่าจะมีเงินทุนมาจุนเจือสโมสรแล้วก็ตาม แต่หากขาดหัวเรือใหญ่ในการที่จะพาทีมกลับไปสู่ความสำเร็จอีกครั้ง ก็เป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะกลับไปทวงบัลลังค์แชมป์สคูเด็ตโต้จากยูเวนตุสได้อีกครั้ง

หลังจากที่คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือผู้พาเอซี มิลานประสบความสำเร็จล่าสุดออกไป พวกเขาก็เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่น โดยเจนนาโร่ กัตตูโซ่ คือเป็นกุนซือคนที่ 9 แล้วหลังที่อันเชล็อตติออกไปในปี 2009 ซึ่งกุนซือส่วนใหญ่หลังจากนั้นมามักเป็นอดีตนักเตะของสโมสร ทั้งเลโอนาร์โด้ ฟิลิโป้ อินซากี้ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ คริสเตียน บร็อคคี่ และรายล่าสุดกับเจนนาโร่ กัตตูโซ่ด้วย ซึ่งทั้งหมดต่างล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ในรายของกัตตูโซ่ดูเหมือนว่าจะยังได้โอกาสในฤดูกาลนี้อีก 1 ฤดูกาล ต้องมาดูกันว่าเขาจะได้นั่งเป็นกุนซือในถิ่นซาน ซีโร่จนจบฤดูกาลนี้หรือไม่

 

“หงส์แดง”สาขา 2

    ในช่วงเวลา 1 ทีม “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ เคยถูกแฟนบอลชาวไทยเรียกว่าเป็นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สาขา 2 ในยุคที่มีสตีฟ บรูซ อดีตกองหลังของทีม “ปีศาจแดง” คุมทีมอยู่ เนื่องจากมีการซื้อขาย และยืมตัวนักเตะจากแคมป์โอลด์ แทรฟฟอร์ดไปร่วมทีมหลายคนในช่วงนั้น ทั้งคีแรน ริชาร์ดสัน จอห์น โอเช เวส บราวน์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมใหม่ในสโมสรต่างๆ ผู้จัการทีมคนนั้นๆ ก็มักจะมีนักเตะที่ชอบใช้งานเป็นประจำ หรือเป็นนักเตะที่ต้องมีตามไปด้วยทุกทีม เป็นเสมือนสต๊าฟของพวกเขาเลยทีเดียว อย่างครั้งหนึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือที่เข้ามารับงานคุมทีมเชลซีช่วงแรกก็หอบหิ้วริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ ปราการหลังชาวโปรตุกีสติดสอยห้อยตามไปด้วย รวมถึงช่วงย้ายมาคุมเรอัล มาดริด ก็ยังเอาคาร์วัลโญ่ตามมาด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องของความรู้ใจในสิ่งที่ผู้จัดการทีมเหล่านั้นด้วย รวมถึงผู้จัดการทีมที่ผันตัวจากการเป็นนักเตะอย่างสตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ถือว่าเป็นตำนานของสโมสรลิเวอร์พูลคนหนึ่ง และยังคุมทีมยู 18 เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย เมื่อยามที่เขาได้รับงานคุมทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ทีมดังในศึกสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีหอบหิ้วนักเตะที่เคยทำงานด้วยไปร่วมทีม ซึ่งอีกอย่างการดึงนักเตะจากลิเวอร์พูลไปแบบยืมตัว ซึ่งเหมือนเป็นการได้ทั้ง 2 ฝ่ายด้วย เนื่องจากทำให้นักเตะดาวรุ่งได้รับโอกาสลงสนามในลีกที่ดีกว่าลีกเยาวชนอย่างแน่นอน รวมถึงการเจรจาต่างๆ สามารถดำเนินการได้ง่ายด้วย เพราะเหมือนเป็นการคุยกับคนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน ทำให้ซัมเมอร์นี้สตีเว่น เจอร์ราร์ดจัดการสอยนักเตะจากลิเวอร์พูลเข้าทีมมาแล้ว 3 คน คือโอวี่ อีจาเรีย และไรอัน เคนต์ ที่เป็นการยืมตัว 1 ฤดูกาลทั้งคู่ อีกคนคือจอน ฟลานาแกน แบ็คขวาวัย 25 ปีที่ถูกปล่อยจากลิเวอร์พูลแบบไม่มีค่าตัว ซึ่งนอกจาก 3 รายนี้แล้ว รวมๆ แล้วทั้งหมดสตีวี่ จี สอยนักเตะเข้าทีมไปทั้งหมด 10 คน

การเริ่มต้นการคุมทีมของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ถือว่าออกตัวได้ไม่เลวทีเดียว เมื่อพากลาสโกว์ เรนเจอร์ส ผ่านรอบคัดเลือกรอบแรกในศึกยูโรป้า ลีกได้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าไปได้สวยทีเดียว และต้องมารอดูผลงานในลีกว่าเขาจะคุมทีมสู้กับเจ้านายเก่าอย่างเบรนแดน ร็อดเจอร์สของกลาสโกว์ เซลติกได้แค่ไหน ถึงแม้เซลติกจะยังเหนือกว่าหลายขุมก็ตาม

บัลลง ดอร์ปีนี้

  เป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงกันพอสมควรเกี่ยวกับบัลลัง ดอร์ในฤดูกาลนี้ ที่จะกลับมาเป็นนักข่าวจากสำนักต่างๆ ที่จะเป็นคนลงคะแนนโหวตว่าใครจะได้รางวัลบัลลง ดอร์ ที่เปรียบสมือนรางวัลที่บงบอกว่านักเตะคนนั้นคือนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในปีนั้นๆ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่มีทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่างศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้การให้คะแนนหรือการตัดสินคงจะต้องอยู่ในศึกที่คนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างแน่นอน และในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกนี้ก็มีนักเตะหลายคนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น แต่บางรายอาจจะต้องหมดโอกาสไป เนื่องจากผลงานโดยรวมของสโมสรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่นเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในบอลโลกปีนี้ และช่วยให้เบลเยี่ยมคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จด้วย แต่ผลงานโดยรวมของเชลซีนั้นถือว่าไม่ผ่าน ทำให้เขาน่าจะหมดลุ้นไปโดยปริยาย

หากมองจากคู่ชิงชนะเลิศแล้ว ทางฝั่งโครเอเชียมีนักเตะที่โดดเด่นมากในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ นั่นคือลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีม และยังทำผลงานได้ดีกับต้นสังกัดอย่างเรอัล มาดริดด้วย ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันแล้วด้วย ทำให้ถูกมองว่าหากเขาพาทีมชาติโครเอเชียคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ รางวัลบัลลง ดอร์ เตรียมส่งถึงมือเขาอย่างแน่นอนในช่วงปลายปีนี้ แต่ก็ต้องไปพลาดท่าให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่จริงๆ ไม่ได้มีใครโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาเล่นด้วยระบบทีมเวิร์ค จะมีบ้างที่คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่โดดเด่นขึ้นมา แต่กับผลงานในสโมสรเขาก็ได้แค่แชมป์ลีก เอิงกับแชมป์บอลถ้วย ซึ่งยังไม่น่าจะเพียงพอ

นักเตะทีมชาติฝรั่งเศส 2 คนที่อยู่ในข่ายที่น่าจะถูพิจารณาในปีนี้ก็คืออองตวน กรีซมันน์ กองหน้าจากแอตเลติโก มาดริด ที่มีแชม์ยูโรป้า ลีกติดมือกับสโมสรด้วย และทัวร์นาเม้นต์บอลโลกเขาก็ทำได้ถึง 4 ประตู ถึงแม้จะมาจากจุดโทษถึง 3 ลูกก็ตาม และอีกคนคือราฟาเอล วาราน ที่ทำผลงานได้ดีตลอดทัวร์นาเม้นต์ แถมขึ้นมาโขกประตูได้ด้วย รวมถึงยังมีภาษีดีกว่าตรงที่เขาได้เป็นทั้งแชมป์โลก และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาเป็นตัวหลักกับทั้ง 2 แชมป์นี้ด้วย ซึ่งถ้าไม่ใช่ 2 คนนี้ โอกาสที่รางวัลจะตกเป็นของคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกครั้งก็มีสูงมาก

11 ผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดในโลก

 

หลังจากการย้ายทีมของอลิสซอน เบ็คเกอร์ ซึ่งต่อไปนี้จะแสดง 11 ผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกให้ดูกัน ว่าจะสุดยอดแค่ไหน

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบ็คเกอร์ ค่าตัว 64.8 ล้านปอนด์ ถือเป็นผู้รักษาประตูที่ดังขึ้นอย่างเร็วในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านั้นนายด่านวัย 26 ปียังเป็นมือ 2 ของวอจเซียค เชสนี่ นายประตูโปแลนด์อยู่เลย

แบ็คขวา : ไคลย์ วอร์คเกอร์ : ย้ายจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แบ็คซ้าย : แบ็งจาแม็ง เมนดี้ : จากโมนาโกมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้เช่นเดียวกันที่ 52 ล้านปอนด์ แต่กลับได้รับบาดเจ็บหลังจากลงสนามเพียงไม่กี่นัด แต่เขากลับประสบความสำเร็จทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก และแชมป์โลก

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : จอห์น สโตน กองหลังคนที่ 3 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้จากเอฟเวอร์ตัน 47.5 ล้านปอนด์ ในช่วงเดียวกับทั้งเมนดี้ และไคลย์ วอร์คเกอร์ ซึ่งมาได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกพร้อมกัน

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังร่างสูงย้ายจากเซาต์แธมตันสู่ถิ่นแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กองกลาง : ฮาเมส โรดริเกซ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโคลอมเบีย ย้ายจากโมนาโกสู่เรอัล มาดริดด้วยค่าตัว 71 ล้านปอนด์หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่เขาได้รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์

กองกลาง : ปอล ป็อกบา ออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปยูเวนตุสแบบไม่มีค่าตัว แต่พอจะกลับโอลด์ แทรฟฟอร์ดค่าตัวพุ่งไปสูงถึง 89 ล้านปอนด์ และกลายเป็นกองกลางแชมป์โลกไปแล้วด้วย

กองกลาง : ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เป็นการย้ายทีมในช่วงตอนการซื้อขายที่เฟ้อขึ้น ทำให้ค่าตัวของเขาจากลิเวอร์พูลสู่บาร์เซโลน่าสูงถึง 142 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กองหน้า : เนย์มาร์ อย่างที่ทราบกันดีว่าโดนฉีกสัญญาจากบาร์เซโลน่าไปปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยสนมราคา 200 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้วงการฟุตบอลสั่นสะเทือนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว

กองหน้า : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยมีช่วงเวลาที่เป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ 80 ล้านปอนด์เมื่อปี 2009 และถึงตอนนี้จะอายุ 33 ปี แต่การย้ายจากเรอัล มาดริดสู่ยูเวนตุสก็ยังมีค่าตัวสูงถึง 99.2 ล้านปอนด์

กองหน้า : คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งวัย 19 ปี จากโมนาโกสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 165.7 ล้านปอนด์ และคาดการณ์กันว่าหากจะย้ายทีมอีกครั้ง น่าจะเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกแน่นอน

สถิติที่ยากจะทำลาย

  สิ่งที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุเปอร์สตาร์นักเตะทีมชาติโปรตุเกสทำมาตลอดอาชีพนั้น ถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์มาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และต่อมากับเรอัล มาดริด และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูเวนตุสด้วย ซึ่งเขาพึ่งผ่านการตรวจร่างกาย และเปิดตัวกับทีม “ม้าลาย” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเขาขับเคี่ยวสร้างสถิติแข่งกับลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าของบาร์เซโลน่ามาโดยตลอดตั้งแต่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาสวมเสื้อของ “ราชันย์ชุดขาว” และถูกยกย่องว่าเป็น 2 นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกของยุคนี้ และแข่งกันสร้างสถิติต่างๆ ด้วยกันมากมาย และมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงขับเคี่ยวกันอยู่ ซึ่งไม่ว่าสถิติจะจบลงที่ใครทำได้มากที่สุด ก็ยากที่จะมีใครมาโค่นสถิติลงได้ นั่นก็คือสถิตินักเตะที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่า CR7 จะย้ายทีมมาอยู่กับยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีแล้วก็ตาม

ดาวยิงสูงสุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก่อนยุคของโรนัลโด้ และเมสซี่ เคยตกเป็นของราอูล กอนซาเลซ กองหน้าตำนานดาวยิงของเรอัล มาดริด ที่เล่นในบอลถ้วยใบใหญ่ของยุโรปจนถึงปี 2011 ทำไว้สูงสุดอยู่ที่ 71 ประตู จากการลงสนาม 142 นัด ซึ่งก็ถือว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะเฉลี่ยแล้วใน 2 นัด เขาจะสามารถทำได้ 1 ประตู แต่พอมาถึงยุคล่าสุดสถิติ 71 ประตูของนักเตะหมายเลข 7 คนก่อนโรนัลโด้ดูจะธรรมดาไปเลย เมื่อตอนนี้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลายเป็นดาวยิงสูงสุดของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปแล้ว โดยซัดไปแล้วถึง 120 ประตู จากการลงสนาม 153 นัด ส่วนอันดับ 2 เป็นลิโอเนล เมสซี่ ที่ยิงได้ 100 ประตู จาก 125 นัด โดยโรนัลโด้เริ่มเล่นในรายการนี้มาตั้งแต่ปี 2003 ส่วนเมสซี่เริ่มเล่นรายการนี้เมื่อปี 2005 ซึ่งปัจจุบันโรนัลโด้อายุ 33 ปีแล้ว ส่วนเมสซี่ 31 ปี ซึ่งทั้งคู่ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มสถิติให้ตัวเองต่อไปอีกอย่างน้อยคนละ 2 ปี ซึ่งเมื่อทั้งคู่เลิกเล่นแล้ว ไม่แน่ว่าสถิติดาวยิงสูงสุดจะเป็นใคร เชื่อว่าไม่น่าจะมีใครมาทำลายสถิตินี้ได้อีกอย่างน้อย 10 ปี เพราะนอกจากเก่งอย่างเดียวแล้ว ยังไม่พอที่จะสามารถทำลายสถิตินี้ได้ เพราะต้องอยู่กับทีมที่สามารถผ่านเข้ารอบลึกๆ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ทุกปี และที่สำคัญคือต้องไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อย เหมือนอย่างที่สองยอดนักเตะแห่งยุคนี้ทำสำเร็จ

เบิร์นลี่ย์ในศึกยูโรป้า ลีก

  พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ เป็นลีกที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแข็งแกร่งมากที่สุดในโลก ซึ่งลีกผู้ดีได้โควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในแต่ละฤดูกาลถึง 4 ทีมตามอันดับคะแนนในลีกหลังจบฤดูกาล เหมือนดั่งลีกดังในยุโรป ทั้งลา ลีก้า สเปน กัลโช่ เซเรีย อา และบุนเดสลีก้า เยอรมัน ที่ได้โควต้าไปเล่นในถ้วยใบใหญ่ของยุโรป 4 ทีมเช่นกัน และจะได้โควต้าไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกอีกลีกละ 3 ทีม ซึ่งในพรีเมียร์ลีกจะให้สิทธิ์ไปเตะยูโรป้า ลีก กับอันดับที่ 5 เพียงอันดับเดียวเท่านั้น และอีก 2 สิทธิ์ที่เหลือจะมอบให้กับทีมที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ และแชมป์ลีก คัพได้สำเร็จ แต่หากทีมแชมป์บอลถ้วย 2 รายการดังกล่าวเป็นทีมที่ได้โควต้าไปเล่นบอลถ้วยยุโรปอยู่ก่อนแล้ว สิทธิ์จะตกทอดไปให้กับทีมอันดับ 6 และ 7 ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น ทำให้สิทธิ์การไปเตะยูโรป้า ลีก มักจะไปถึงทีมอันดับ 7 หรืออย่างน้อยอันดับที่ 6 เสมอ ซึ่งในฤดูกาลที่แล้วก็เช่นกัน เมื่อทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้แชมป์คาราบาว คัพ และเชลซีที่ได้อันดับ 5 อยู่แล้ว ทำให้โควต้าลงมาถึงอันดับที่ 7 ซึ่งเป็นเบิร์นลี่ย์ที่ได้สิทธิ์นี้ไปครอง

เบิร์นลี่ย์ในยุคการคุมทีมของชอน ไดซ์ กุนซือหนุ่มวัย 47 ปีมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากในศึกพรีเมียร์ลีก และพวกเขามีจุดเด่นที่แผงหลังที่เสียประตูน้อยมาก โดยเสียไปเพียง 39 ประตูเท่านั้นในฤดูกาลที่แล้ว แต่พวกเขาก็ยิงได้เพียง 36 ประตูเช่นกัน แต่พวกเขาก็ประสบความสำเร็จด้วยการจบอันดับที่ 7 ของตารางจนได้ และสร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสรด้วยการไปเล่นในศึกฟุตบอลถ้วยของยุโรปเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งเมื่อครั้งแรกเป็นศึกยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อฤดูกาล 1960-1961 โดยพวกเขาตกรอบแปดทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ให้กับฮัมบูร์ก ต่อมาคือฤดูกาล 1966-1967 ที่ได้ไปเล่นในรายการแฟร์ส คัพ แต่ก็ต้องตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายเช่นเคย เพราะพ่ายให้กับไอน์ทรัคช์ แฟรงเฟิร์ตจากเยอรมันเช่นเดิม และหลังจากนั้นก็หายหน้าหายตาจากรายการฟุตบอลยุโรปไปกว่า 50 ปี จึงได้โผล่ออกมาโชว์ตัวอีกครั้งในปีนี้

ครั้งที่ 3 ในฟุตบอลยุโรปคราวนี้กับศึกยูโรป้า ลีก ที่พวกเขาจะได้เริ่มเล่นในรอบคัดเลือกรอบที่ 2 โดยจะต้องพบกับอเบอร์ดีน ทีมจากสก็อตแลนด์บ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งนัดแรกจะเตะกันที่บ้านของอเบอร์ดีนในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม และนัดที่ 2 จะกลับมาเล่นที่เทิร์ฟ มัวร์ รังเหย้าของเบิร์นลี่ย์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ทางเลือกใหม่สำหรับยักษ์หลับ

    โควต้าการไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในแต่ละฤดูกาลที่มาจากการอันดับคะแนนในลีกถือว่ามีความสำคัญสำหรับทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาก เพราะการไปเล่นในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นเวทีที่สร้างรายได้ให้กับสโมสรเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างกับการไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีก อย่างมหาศาลเลยทีเดียว แต่กับฟุตบอลยุคใหม่ด้วยแล้ว ทำให้แต่ละทีมมีความห่างชั้นกันน้อยลง โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีกที่ถูกมองว่ามีถึง 6 ทีมด้วยกันที่มีโอกาสคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 6 ทีมเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกันโควต้าสำหรับการเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจากตารางคะแนนในลีกจะมีได้เพียงแค่ 4 ทีมเท่านั้น ทำให้การขับเคี่ยวแย่งชิงพื้นที่ท็อปโฟร์จึงมีความเข้มข้น และยากลำบากขึ้น ซึ่งจะมีอย่างน้อย 2 ทีมที่ต้องผิดหวัง และอันดับจะหลุดลงมาเล่นได้เพียงศึกยูโรป้า ลีก เท่านั้น

อีกช่องทางหนึ่งสำหรับการที่จะได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลถัดมาหากไม่สามารถทำอันดับในลีกได้ตามเป้าหมายก็คือการคว้าแชมป์ศึกยูโรป้า ลีกให้ได้ ซึ่งจะทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลถัดมาแบบอัตโนมัติ ซึ่งทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยใช้เส้นทางลัดสายนี้มาแล้วในปีแรกของการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ เมื่อฤดูกาล 2016/2017 เมื่อกุนซือโปรตุกีสมั่นใจว่าเขาไม่สามารถพาทีมจบ 4 อันดับแรกบนตารางพรีเมียร์ลีกได้ จึงหันมาเน้นกับศึกยูโรป้า ลีกทันที แล้วก็ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน หลังจากเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 และได้สิทธิ์ไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลถัดมาทันที

นี่ถือเป็นเส้นทางลัดที่น่าสนใจสำหรับลีกที่มีการแข่งขันบนหัวตารางกันสูงอย่างศึกพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะกับอาร์เซน่อลที่จะได้เล่นในถ้วยใบเล็กของยุโรปในฤดูกาลนี้ และสถานการณ์ในฤดูกาลนี้ของทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือใหม่ และจากสภาพทีมในปัจจุบัน โอกาสที่จะหลุดจากท็อปโฟร์นั้นมีสูงมากทีเดียว ทำให้ทางลัดเส้นนี้น่าจะเป็นออปชั่นที่ดีสำหรับอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่เข้ามารับงานคุมทีมใหม่ทีเดียว แถมเขายังถูกโฉลกกับฟุตบอลรายการนี้ด้วย เพราะกุนซือวัย 46 ปี คือผู้ที่พาเซบีญ่าคว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2014-2016 จนทำให้เขาได้รับงานใหญ่ในการคุมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงมาแล้วด้วย