ไม่โหดเหมือนปีที่แล้ว

 

ในการแข่งขันฟุตบอลยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้น ถือว่าไม่มีความน่าติดตามแต่อย่างใด โดยในรอบแบ่งกลุ่มที่มี 48 ทีมทำการแข่งขันกันนั้นแทบไม่มีความน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของแต่ละลีกนั้นได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันทั้งหมด ซึ่งโดยปกติทีมจากอังกฤษจะต้องมีทีมใหญ่ที่พลาดมาเล่นในรายการนี้ 2 ทีม แต่ว่าปีก่อนหน้านั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ได้พอดี ทำให้ทีมได้ไปเล่นในถ้วยใหญ่แทน และเหลืออาร์เซน่อลที่มาเล่นถ้วยนี้เพียงทีมเดียวเท่านั้น ส่วนทีมอื่นๆ ที่พอน่าสนใจบ้างก็คือเอซี มิลานที่มีการเสริมทัพที่ดี แต่นอกนั้นไม่มีทีมไหนสามารถดึงดูดความสนใจจากแฟนบอลได้เลย

แต่แล้วความน่าสนใจก็มาบังเกิดในรอบ 32 ทีมสุดท้าย 24 ทีมที่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มของรายการนี้มาได้นั้น ต้องมารองรับอีก 8 ทีมที่คว้าอันดับ 3 ในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ ทำให้ได้มาเล่นในยูโรป้า ลีกเป็นการปลอบใจ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้น แต่ละทีมที่หล่นมาจากถ้วยใหญ่นั้นช่างโหดร้ายยิ่งนัก เมื่อมีทั้งโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ แอตเลติโก มาดริด ไลป์ซิก และนาโปลี ทำให้มีความน่าสนใจ และความสนุกเกิดขึ้นทันที ซึ่งจากตอนแรกที่อาร์เซน่อลที่เป็นเต็ง 1 และหมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าแชมป์รายการนี้ให้ได้ เพื่อชิงโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเหมือนอย่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำได้นั้น แต่กลับต้องมาเจอกับทีมโหดๆ แทน และสุดท้ายทีม “ปืนใหญ่” ก็ต้องตกรอบรองชนะเลิศด้วยน้ำมือของแอตเลติโก มาดริด ที่สุดท้ายกลายเป็นแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ในฤดูกาลนี้ในศึกยูโรป้า ลีกก็ถือว่ามีความน่าสนใจพอสมควรในรอบแบ่งกลุ่ม เพราะมีทีมใหญ่ที่ต้องมาเล่นหลายทีม ทั้งอาร์เซน่อล เชลซี เอซี มิลาน และไบย์เออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นต้น แต่ทว่าทีมที่ตกไปจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่จะต้องมีการจับสลากเจอกันในรอบ 32 ทีมนั้นกลับไม่น่าสนใจเหมือนเดิม เพราะทีมใหญ่ที่ตกรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปนั้นไม่ใช่เป็นทีมเต็งเข้ารอบเหมือนอย่างปีที่แล้ว โดยมีอินเตอร์ มิลาน นาโปลี และบาเลนเซีย ที่เป็นทีมที่ยักษ์ใหญ่ในศึกยูโรป้า ลีก ควรหลีกเลี่ยงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยบางทีมอาจจะไม่เอาจริงเอาจังด้วยซ้ำ ยกเว้นบาเลนเซีย ที่คงต้องเน้นไว้ก่อน เพราะผลงานในลีกปีนี้แทบไม่มีทางที่จะทำอันดับไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าได้

 

การรับชมที่เปลี่ยนไป

    ตั้งแต่สมัยยังเด็กจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับชมฟุตบอลทางทีวีมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่มีการไปซื้อลิขสิทธ์ให้คนไทยได้รับชมแบบทุกนัด 380 แมตช์ทั้งฤดูกาลมาอย่างยาวนานแล้ว และหลังจากนั้นลีกอื่นๆ ก็ตามมาด้วย ทั้งกัลโช่ เซเรีย อา บุนเดสลีก้า ลา ลีก้า หรืแม้แต่ลีก เอิงก็ตาม ซึ่งตอนนี้เราได้ชมกันครบทีเดียว ถึงแม้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าของในการถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปบ้างก็ตาม แต่ยังไงแฟนบอลชาวไทยก็ได้ดูผ่านหน้าจอทีวีมาโดยตลอด อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็เช่นกัน ที่จากสมัยก่อนเราได้รับชม่านฟรีทีวีด้วยซ้ำ แต่ระยะหลัมานี้ก็ต้องมารับชมผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลต่างๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ในแต่ละรายการนั้นมีราคาที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างศึกฟุตบอลถ้วยของสโมสรยุโรปอย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่มีมูลค่าสูงมากทีเดียว เนื่องจากเป็นถ้วยที่รวบรวมสุดยอดทีมของยุโรปมาทำการแข่งขันกันนั่นเอง แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ผู้บริโภคอย่างเราคงต้อเปลี่ยนวิธีการรับชมเสียแล้ว เนื่องจากปกติเราก็สามารถดูได้จากทางทีวี โดยผ่านกล่อรับสัญญาณต่างๆ โดยจะเป้าเจ้าไหนก็ค่อยว่ากันอีกที แต่อย่างน้อยก็จะได้ดูผ่านทีวีที่มีความคมชัด และจอใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน

แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้นั้น ดูเหมือนว่าแฟนบอลชาวไทยอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการรับชมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันใหม่เสียแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของผู้ถือครอบครองลิขสิทธิ์ฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลนี้ ทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงฟุตบอลยูโรป้า ลีกด้วย ที่เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นจะหันไปถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์โดยการสตรียมมิ่งผานอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่เลยทีเดียวสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่จะต้องมารับชมฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกผ่านทางเว็บไซต์

ซึ่งอันที่จริงแล้วเรายังสามารถรับชมผ่านทางทีวีได้อยู่ เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ของท่านผู้ชมจะต้องมีความพร้อมด้วย คือด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในสมัยนี้ ทำให้เราสามารถต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับสมาร์ต ทีวีได้ ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายถึงวิธีการทำแต่อย่างใด แต่ก็ยังถือว่าสามารถรับชมผ่านจอขนาดใหญ่ได้อยู่ แต่คำถามที่สงสัยอย่างเดียวก็คือความเสถียรของสัญญาณ และความคมชัดมันไม่มีทางที่จะสู้วิธีการรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณได้เลย ทำให้ผู้ชมอาจจะเกิดข้อตำหนิได้ แต่จากที่ได้ลองแล้วนั้นถือว่าภาพและความไหลลื่นดีทีเดียว ซึ่งมันดีกว่าลิงค์เถื่อนที่เคยรับชมมาอย่างแน่นอน

ครั้งแรกของร็อดเจอร์ส

  หลังจากที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่พาทีมลิเวอร์พูลเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2013-2014 แต่สุดท้ายทำได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น เมื่อมาพลาดในช่วงท้ายฤดูกาล และต่อมาเขาก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในถิ่นแอนฟิลด์ ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2015 และหลังจากนั้นเขาก็ว่างงานมาจนกลางปี 2016 และเขาก็ได้งานคุมทีมใหม่อีกครั้ง โดยเป็นทางกลาสโกว เซลติกส์ ทีมยักษ์ใหญ่จากประเทศสก็อตแลนด์ ที่จ้างเขาไปคุมทีมด้วยสัญญาเพียง 1 ปีเท่านั้น หลังจากที่เซลติกส์ประกาศแยกทางกับรอนนี่ ไดล่า กุนซือชาวนอร์เวย์ ที่ถึงแม้ว่าจะพาทีมได้แชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีกทั้ง 2 ฤดูกาลที่เขาคุมทีมก็ตาม แต่ว่าเขาไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้

แต่พอการมาของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาสามารถพาทีมเซลติกส์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จ ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาคุมทีมเลยด้วยซ้ำ และเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาก็ยังสามารถทำได้อีกครั้งด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบแรกทั้ง 2 ครั้งก็ตาม แต่การได้ไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าเป็นความต้องการของแฟนบอล และผู้บริหารของสโมสรเซลติกส์ด้วย เนื่องจากจะทำให้เงินรายได้ต่างๆ ไหลเข้าสู่สโมสรอย่างมากมาย ซึ่งตลอดทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา กุนซือวัย 45 ปีสามารถทำได้ดีมาโดยตลอด และงานหลักของพวกเขาคือการเป็นแชมป์ลีกของปะเทศ ร็อดเจอร์สก็ทำได้อย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด

แต่ในฤดูกาลนี้ พวกเขากลับไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อพวกเขาไปแพ้ให้กับเออีเค เอเธนส์ ทีมแชมป์จากประเทศกรีซเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยสกอร์รวม 2 นัดพวกเขาแพ้ไป 2-3 โดยในนัดแรกพวกเขาได้เล่นในบ้านที่เซลติกส์ ปาร์คก่อน แต่ทำได้เพียงแค่เสมอ 1-1 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ทีมเยือนเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนด้วย และมีโอกาสทำประตูถึง 18 ครั้ง และในเกมยือนที่เมืองหลวงของประเทศกรีซ เซลติกส์ก็ออกไปแพ้ 1-2 ทำให้พวกเขาต้องตกรอบไปในที่สุด ซึ่งถือว่าสร้างความเสียหายทางด้านรายได้ของสโมสรเป็นอย่างมาก รวมถึงสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างยิ่งด้วย จนถึงขั้นจะให้ไล่ออกจากตำแหน่งกุนซือเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าหลังตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว เซลติกส์ยังมาแพ้ให้กับฮาร์ตส์ในเกมลีก 0-1 อีกด้วย

ใครจะโค่นบัลลังค์ทีมสเปน

    บทความฟุตบอลที่น่าสนใจจาก live22 ยุคของฟุตบอลสโมสรยุโรปในตอนนี้ถูกมองว่ากำลังเป็นยุคที่ครองความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปน เนื่องจากพวกเขาประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลถ้วยยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงศึกยูโรป้า ลีกด้วย ซึ่งในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้ พวกเขาครองแชมป์ได้ทั้งหมด หากนับในเฉพาะศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ต่างผลัดกันขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้น มีเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากอังกฤษเท่านั้นที่แทรกเข้ามาคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกในการคุมทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสด้วย ซึ่งอันที่จริงฤดูกาลนั้นก็มีทีมจากสเปนที่เกือบจะได้เข้าชิงชนะเลิศ โดยเซลต้า บีโก้ ผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ว่ามาพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบรองชนะเลิศเสียก่อน ทำให้พวกเขาพลาดเข้าไปชิงกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังจากฮอลแลนด์

ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงชนะเลิศ 5 ปีหลังสุดนั้นเป็นทีมจากสเปนที่สามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด โดยเป็นเรอัล มาดริดได้ไปถึง 4 สมัย และเป็น 3 สมัยติดต่อกันในช่วง 3 ปีหลังสุดท้าย และเป็นบาร์เซโลน่าอีก 1 สมัย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้นเมื่อทีมจากสเปนได้เข้ามาชิงชนะเลิศกันเองถง 2 ครั้ง โดยเป็นแอตเลติโก มาดริดที่ต้องอกหักจากคู่ปรับร่วเมืองไปทั้ง 2 ครั้ง ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้นก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเข้ามาคั่นกลางความสำเร็จของทีมจากสเปน ก็มีทางเซบีญ่าในยุคการคุมทีมของอูไน อเมรี่ ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันเช่นกัน ส่วนในฤดูกาลล่าสุดก็ตกเป็นของแอตเลติโก มาดริด ที่ตกรอบมาจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะมาคว้าแชมป์ถ้วยเล็กได้สำเร็จในบั้นปลาย โดยในนัดชิงชนะเลิศพวกเขาเอาชนะโลลิมปิก มาร์กเซย ทีมจากฝรั่งเศสไปได้อย่างสบายเท้า 3-0

5 ปีที่ผ่านมามันแสดงให้ถึงความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว แต่ว่ายุคสมัยมันก็เปลี่ยนแปลงได้เร็วเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ทีมจากอังกฤษก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน อย่างในช่วงปี 2005 ถึง 2009 ก็เป็นทีมจากประเทศอังกฤษที่ได้เข้าชิงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 5 ปีติดต่อกันเหมือนกัน และก็เคยชิงชนะเลิศด้วยกันเอง 1 ครั้งในปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะจุดโทษเชลซีที่มอสโกว์นั่นเอง ซึ่งต้องมารอดูกันในฤดูกาลนี้ว่าจะมีทีมไหนมาโค่นบัลลังค์ทีมจากสเปนได้หรือไม่

 

คัดเลือกรอบสุดท้าย

    ฟุตบอลถ้วยยุโรป ทั้งยูโรป้า ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะมีการแข่งขันกันในรอบคัดเลือกก่อน ซึ่งรอบแรกเริ่มแข่งกันมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคมเลยทีเดียว จนมาถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพึ่งจะจบรอบคัดเลือกรอบที่ 2 ไปเท่านั้น แต่รอบที่เป็นไฮไลท์ของรอบคัดเลือกเลยก็คือรอบที่ 3 ที่ทีมชนะจะได้ไปแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลถ้วยของยุโรปในฤดูกาลหน้า ซึ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเหลือที่ว่างอยู่อีกไม่กี่ที่แล้ว แต่ในศึกยูโรป้า ลีกยังมีที่ว่างอีกมาก สำหรับผู้ชนะในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 นี้

ฤดูกาลนี้ได้มีการเปลี่ยนกฏออกไปเล็กน้อย โดยในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ผู้ชนะจะต้องมาพบกับทีมวางในรอบเพลย์ออฟอีกครั้ง เพื่อจะหาอีก 6 ทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งตอนนี้มีทีมวางคือพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น กับยัง บอยส์  จากสวิตเซอร์แลนด์ โดยกลาสโกว์ เซลติก ทีมแชมป์จากสก็อตแลนด์ก็ยังผ่านมาถึงรอบนี้ด้วย และมีโอกาสที่จะได้เล่นในรอบแบ่งกลุ่มเหมือนฤดูกาลที่แล้วอีกครั้ง รวมถึงอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมรองแชมป์จากลีก ดัตช์ด้วย ซึ่งมีทีมที่น่าสนใจมากขึ้นในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 นี้ แต่ถือว่าความน่าสนใจก็น้อยลงไปมาก เนื่องจากในยุคก่อนหน้านี้บรรดาทีมที่จบอันดับ 4 หรืออันดับที่ 3 ของลีกใหญ่ๆ ทั้งพรีเมียร์ลีก ลา ลีก้า หรือกัลโช่ เซเรีย อา จะต้องมาเล่นในรอบคัดเลือกรอบนี้ด้วย แต่พึ่งมีการเปลี่ยนกฏใหม่ไปไม่นาน ทำให้ทีมเหล่านั้นไม่ต้องมาเล่นรอบคัดเลือกแล้ว และสามารถผผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้แบบอัติโนมัติ ทำให้ความน่าสนใจลดลงไปมาก จะเหลือก็แต่ทีมประมาณเกรดบีเท่านั้น ที่จะต้องมาคัดเลือกในรอบนี้กัน

ส่วนนศึกยูโรป้า ลีกนั้น ทึ่ถึงแม้ว่าจะเป็นรอบคัดเลือกรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังมีทีมที่ผ่านมาถึงรอบนี้ถึง 72 ทีม และจะต้องหาอีก 36 ทีมที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบเพลย์ออฟในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้อีกครั้ง โดยรอบนี้มีทีมดังๆ จากลีกใหญ่หลายทีมเลยทีเดียว ทั้งเซบีญ่า อตาลันต้า เบิร์นลี่ย์ บอร์กโดซ์ เฟเยนูร์ด รวมถึงไลป์ซิกจากเยอรมันด้วย ซึ่งจะต้องมาเตะคัดเลือกรอบที่ 3 กันในช่วงกลางสัปดาห์ถึง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน และหากทีมยังผ่านเข้ารอบไปได้ กลางสัปดาห์ต่อมาก็ต้องมาเตะรอบเพลย์ออฟกันอีก ซึ่งถือว่ามีความยุ่งยากขึ้นมากจริงๆ ซึ่งยูฟ่าทำแบบนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของพวกเขานั่นเอง ซึ่งบรรดาสโมสรต่างๆ ก็ต้องทำตามแบบเลี่ยงไม่ได้

 

ลิสบอนทีมแตก

  สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังในลีกโปรตุเกส ถือว่าเป็นสโมสรที่ปั้นนักเตะระดับโลกมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะหลุยส์ ฟิโก้ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ตำนานหมายเลข 7 ของทีมชาติโปรตุเกสก็มีต้นกำเนิดมาจากสโมสรนี้เช่นกัน แต่เมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วดันเกิดปัญหาภายในสโมสร รวมถึงมีแฟนบอลพวกหัวรุนแรงเข้ามารุมทำร้ายนักเตะถึงสนามซ้อม ทำให้นักเตะบาดเจ็บกันไปเล็กน้อยด้วย และเหมือนจะถูกโยงไปถึงประธานสโมสรอย่างบรูโน่ เด คาร์วัลโญ่ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นตัวตั้งตัวตีให้แฟนบอลมาทำร้ายร่างกายนักเตะหลังจากที่พวกเขาต้องหลุดพื้นที่โควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น และด้วยข้อกฏหมายที่มีช่องว่างให้มีการยกเลิกสัญญาได้ หากเกิดความไม่ปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่นักเตะโดนทำร้ายที่สนามซ้อม ทำให้เหล่านักเตะดาวดังหลายคนใช้ข้ออ้างนี้ในการยกเลิกสัญญากับสโมสร และย้ายออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัว ทำให้พวกเขาย้ายทีมได้แบบอิสระโดยที่สโมสรไม่ได้เงินจากการย้ายทีมซักแดงเดียว สภาวะทีมแตกคงเหมาะที่สุดที่จะใช้ระบุสถานการณ์ของสปอร์ติ้ง ลิสบอนในตอนนี้ เมื่อเริ่มมีนักเตะคนแรกทำ คนหลังๆ ก็ตามมาเป็นกระบิ โดยเป็นทางฮอร์เก้ เฆซุส กุนซือของทีมที่เผ่นออกจากทีมไปก่อนเป็นคนแรก

รุย ปาทรซิโอ นายประตูจอมหนึบทีมชาติโปรตุเกสเป็นดาวดังรายแรกที่ออกมางัดข้อกับสโมสรด้วยเงื่อนไขการยกเลิกสัญญานี้ และได้ไปเซ็นต์สัญญาร่วมทีมวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส  ทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มด้วยซ้ำ และหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกมาพวกเขาต้องเสียนักเตะไปอีกหลายราย ทั้งไบรอัน รุยซ์ ที่ย้ายไปเล่นที่บราซิล และล่าสุดกับเกลสัน มาร์ตินส์ ที่ไปเซ็นสัญญากับแอตเลติโก มาดริดแบบฟรีๆ ซึ่งนักเตะเหล่านี้หากไม่มีเรื่องบาดหมาง สปอร์ติ้ง ลิสบอน สามารถขายนักเตะพวกนี้ได้ในราคารวมกันเกือบ 100 ล้านยูโรด้วยซ้ำ โดยมีเพียงวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติโปรตุเกส ที่ยังปราณีต่อสโมสร โดยปล่อยให้ทีมตัดสินใจขายเขาออกไปให้เรอัล เบติส โดยให้สโมสรได้ค่าตัว 18 ล้านปอนด์ไป รวมถึงคริสเตียโน่ ปิคคินี่ แบ็คขวาที่ขายให้กับบาเลนเซีย ทำให้สปอร์ติ้ง ลิสบอนพอจะได้เงินกลับมาบ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสโมสร เพราะนักเตะที่ย้ายออกไปเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมทั้งนั้น และอาจจะถึงช่วงที่สโมสรจะต้องตกต่ำที่สุดแล้วก็ได้

ความล้มเหลวของมิลาน

            เมื่อก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้วทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน มีเรื่องราวใหญ่โตบนหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ มากมาย เมื่อมีกลุ่มทุนใหญ่จากจีนเข้ามาเทคโอเวอร์ และบริหารสโมสร รวมถึงใช้เงินในการซื้อตัวนักเตะอย่างมหาศาล และกวาดนักเตะเข้าถิ่นซาน ซีโร่ไปเกิน 10 ราย และใช้เงินซื้อนักเตะไปเบ็ดเสร็จ 170 ล้านปอนด์โดยประมาณ และได้นักเตะมาทั้งหมด 11 คน ซึ่งสามารถจัดทีมใหม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่แล้วทีมก็ต้องประสบปัญหาหลังจากเริ่มฤดูกาลไปได้เพียง 3 เดือน เมื่อวินเชนโซ่ มอนเตลล่าต้องโดนปลดจากตำแหน่งไป หลังจากพาทีมทำผลงานได้น่าผิดหวัง และทำให้บอร์ดดันเจนนาโร่ กัตตูโซ่ อดีตนักเตะของทีมที่ทำงานกับทีมเยาวชนขึ้นมาคุมทีมแทน แต่อดีตมิดฟิลด์ตัวรับเจ้าของฉายา “รถถัง” ก็ทำได้เพียงแค่ประคองอันดับของทีมให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 ของตาราง และได้โควต้าไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้

ส่วนหนึ่งของความล้มเหลวของเอซี มิลานคือการเลือกใช้กุนซือที่ไม่ได้เรื่องซักราย รวมถึงการซื้อนักเตะที่มั่วซั่วด้วย ถึงแม้ว่าจะมีเงินทุนมาจุนเจือสโมสรแล้วก็ตาม แต่หากขาดหัวเรือใหญ่ในการที่จะพาทีมกลับไปสู่ความสำเร็จอีกครั้ง ก็เป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะกลับไปทวงบัลลังค์แชมป์สคูเด็ตโต้จากยูเวนตุสได้อีกครั้ง

หลังจากที่คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือผู้พาเอซี มิลานประสบความสำเร็จล่าสุดออกไป พวกเขาก็เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่น โดยเจนนาโร่ กัตตูโซ่ คือเป็นกุนซือคนที่ 9 แล้วหลังที่อันเชล็อตติออกไปในปี 2009 ซึ่งกุนซือส่วนใหญ่หลังจากนั้นมามักเป็นอดีตนักเตะของสโมสร ทั้งเลโอนาร์โด้ ฟิลิโป้ อินซากี้ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ คริสเตียน บร็อคคี่ และรายล่าสุดกับเจนนาโร่ กัตตูโซ่ด้วย ซึ่งทั้งหมดต่างล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ในรายของกัตตูโซ่ดูเหมือนว่าจะยังได้โอกาสในฤดูกาลนี้อีก 1 ฤดูกาล ต้องมาดูกันว่าเขาจะได้นั่งเป็นกุนซือในถิ่นซาน ซีโร่จนจบฤดูกาลนี้หรือไม่

 

“หงส์แดง”สาขา 2

    ในช่วงเวลา 1 ทีม “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ เคยถูกแฟนบอลชาวไทยเรียกว่าเป็นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สาขา 2 ในยุคที่มีสตีฟ บรูซ อดีตกองหลังของทีม “ปีศาจแดง” คุมทีมอยู่ เนื่องจากมีการซื้อขาย และยืมตัวนักเตะจากแคมป์โอลด์ แทรฟฟอร์ดไปร่วมทีมหลายคนในช่วงนั้น ทั้งคีแรน ริชาร์ดสัน จอห์น โอเช เวส บราวน์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมใหม่ในสโมสรต่างๆ ผู้จัการทีมคนนั้นๆ ก็มักจะมีนักเตะที่ชอบใช้งานเป็นประจำ หรือเป็นนักเตะที่ต้องมีตามไปด้วยทุกทีม เป็นเสมือนสต๊าฟของพวกเขาเลยทีเดียว อย่างครั้งหนึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือที่เข้ามารับงานคุมทีมเชลซีช่วงแรกก็หอบหิ้วริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ ปราการหลังชาวโปรตุกีสติดสอยห้อยตามไปด้วย รวมถึงช่วงย้ายมาคุมเรอัล มาดริด ก็ยังเอาคาร์วัลโญ่ตามมาด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องของความรู้ใจในสิ่งที่ผู้จัดการทีมเหล่านั้นด้วย รวมถึงผู้จัดการทีมที่ผันตัวจากการเป็นนักเตะอย่างสตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ถือว่าเป็นตำนานของสโมสรลิเวอร์พูลคนหนึ่ง และยังคุมทีมยู 18 เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย เมื่อยามที่เขาได้รับงานคุมทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ทีมดังในศึกสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีหอบหิ้วนักเตะที่เคยทำงานด้วยไปร่วมทีม ซึ่งอีกอย่างการดึงนักเตะจากลิเวอร์พูลไปแบบยืมตัว ซึ่งเหมือนเป็นการได้ทั้ง 2 ฝ่ายด้วย เนื่องจากทำให้นักเตะดาวรุ่งได้รับโอกาสลงสนามในลีกที่ดีกว่าลีกเยาวชนอย่างแน่นอน รวมถึงการเจรจาต่างๆ สามารถดำเนินการได้ง่ายด้วย เพราะเหมือนเป็นการคุยกับคนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน ทำให้ซัมเมอร์นี้สตีเว่น เจอร์ราร์ดจัดการสอยนักเตะจากลิเวอร์พูลเข้าทีมมาแล้ว 3 คน คือโอวี่ อีจาเรีย และไรอัน เคนต์ ที่เป็นการยืมตัว 1 ฤดูกาลทั้งคู่ อีกคนคือจอน ฟลานาแกน แบ็คขวาวัย 25 ปีที่ถูกปล่อยจากลิเวอร์พูลแบบไม่มีค่าตัว ซึ่งนอกจาก 3 รายนี้แล้ว รวมๆ แล้วทั้งหมดสตีวี่ จี สอยนักเตะเข้าทีมไปทั้งหมด 10 คน

การเริ่มต้นการคุมทีมของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ถือว่าออกตัวได้ไม่เลวทีเดียว เมื่อพากลาสโกว์ เรนเจอร์ส ผ่านรอบคัดเลือกรอบแรกในศึกยูโรป้า ลีกได้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าไปได้สวยทีเดียว และต้องมารอดูผลงานในลีกว่าเขาจะคุมทีมสู้กับเจ้านายเก่าอย่างเบรนแดน ร็อดเจอร์สของกลาสโกว์ เซลติกได้แค่ไหน ถึงแม้เซลติกจะยังเหนือกว่าหลายขุมก็ตาม

บัลลง ดอร์ปีนี้

  เป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงกันพอสมควรเกี่ยวกับบัลลัง ดอร์ในฤดูกาลนี้ ที่จะกลับมาเป็นนักข่าวจากสำนักต่างๆ ที่จะเป็นคนลงคะแนนโหวตว่าใครจะได้รางวัลบัลลง ดอร์ ที่เปรียบสมือนรางวัลที่บงบอกว่านักเตะคนนั้นคือนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในปีนั้นๆ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่มีทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่างศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้การให้คะแนนหรือการตัดสินคงจะต้องอยู่ในศึกที่คนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างแน่นอน และในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกนี้ก็มีนักเตะหลายคนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น แต่บางรายอาจจะต้องหมดโอกาสไป เนื่องจากผลงานโดยรวมของสโมสรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่นเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในบอลโลกปีนี้ และช่วยให้เบลเยี่ยมคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จด้วย แต่ผลงานโดยรวมของเชลซีนั้นถือว่าไม่ผ่าน ทำให้เขาน่าจะหมดลุ้นไปโดยปริยาย

หากมองจากคู่ชิงชนะเลิศแล้ว ทางฝั่งโครเอเชียมีนักเตะที่โดดเด่นมากในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ นั่นคือลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีม และยังทำผลงานได้ดีกับต้นสังกัดอย่างเรอัล มาดริดด้วย ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันแล้วด้วย ทำให้ถูกมองว่าหากเขาพาทีมชาติโครเอเชียคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ รางวัลบัลลง ดอร์ เตรียมส่งถึงมือเขาอย่างแน่นอนในช่วงปลายปีนี้ แต่ก็ต้องไปพลาดท่าให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่จริงๆ ไม่ได้มีใครโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาเล่นด้วยระบบทีมเวิร์ค จะมีบ้างที่คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่โดดเด่นขึ้นมา แต่กับผลงานในสโมสรเขาก็ได้แค่แชมป์ลีก เอิงกับแชมป์บอลถ้วย ซึ่งยังไม่น่าจะเพียงพอ

นักเตะทีมชาติฝรั่งเศส 2 คนที่อยู่ในข่ายที่น่าจะถูพิจารณาในปีนี้ก็คืออองตวน กรีซมันน์ กองหน้าจากแอตเลติโก มาดริด ที่มีแชม์ยูโรป้า ลีกติดมือกับสโมสรด้วย และทัวร์นาเม้นต์บอลโลกเขาก็ทำได้ถึง 4 ประตู ถึงแม้จะมาจากจุดโทษถึง 3 ลูกก็ตาม และอีกคนคือราฟาเอล วาราน ที่ทำผลงานได้ดีตลอดทัวร์นาเม้นต์ แถมขึ้นมาโขกประตูได้ด้วย รวมถึงยังมีภาษีดีกว่าตรงที่เขาได้เป็นทั้งแชมป์โลก และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาเป็นตัวหลักกับทั้ง 2 แชมป์นี้ด้วย ซึ่งถ้าไม่ใช่ 2 คนนี้ โอกาสที่รางวัลจะตกเป็นของคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกครั้งก็มีสูงมาก

11 ผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดในโลก

 

หลังจากการย้ายทีมของอลิสซอน เบ็คเกอร์ ซึ่งต่อไปนี้จะแสดง 11 ผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกให้ดูกัน ว่าจะสุดยอดแค่ไหน

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบ็คเกอร์ ค่าตัว 64.8 ล้านปอนด์ ถือเป็นผู้รักษาประตูที่ดังขึ้นอย่างเร็วในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านั้นนายด่านวัย 26 ปียังเป็นมือ 2 ของวอจเซียค เชสนี่ นายประตูโปแลนด์อยู่เลย

แบ็คขวา : ไคลย์ วอร์คเกอร์ : ย้ายจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แบ็คซ้าย : แบ็งจาแม็ง เมนดี้ : จากโมนาโกมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้เช่นเดียวกันที่ 52 ล้านปอนด์ แต่กลับได้รับบาดเจ็บหลังจากลงสนามเพียงไม่กี่นัด แต่เขากลับประสบความสำเร็จทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก และแชมป์โลก

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : จอห์น สโตน กองหลังคนที่ 3 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้จากเอฟเวอร์ตัน 47.5 ล้านปอนด์ ในช่วงเดียวกับทั้งเมนดี้ และไคลย์ วอร์คเกอร์ ซึ่งมาได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกพร้อมกัน

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังร่างสูงย้ายจากเซาต์แธมตันสู่ถิ่นแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กองกลาง : ฮาเมส โรดริเกซ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโคลอมเบีย ย้ายจากโมนาโกสู่เรอัล มาดริดด้วยค่าตัว 71 ล้านปอนด์หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่เขาได้รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์

กองกลาง : ปอล ป็อกบา ออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปยูเวนตุสแบบไม่มีค่าตัว แต่พอจะกลับโอลด์ แทรฟฟอร์ดค่าตัวพุ่งไปสูงถึง 89 ล้านปอนด์ และกลายเป็นกองกลางแชมป์โลกไปแล้วด้วย

กองกลาง : ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เป็นการย้ายทีมในช่วงตอนการซื้อขายที่เฟ้อขึ้น ทำให้ค่าตัวของเขาจากลิเวอร์พูลสู่บาร์เซโลน่าสูงถึง 142 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กองหน้า : เนย์มาร์ อย่างที่ทราบกันดีว่าโดนฉีกสัญญาจากบาร์เซโลน่าไปปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยสนมราคา 200 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้วงการฟุตบอลสั่นสะเทือนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว

กองหน้า : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยมีช่วงเวลาที่เป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ 80 ล้านปอนด์เมื่อปี 2009 และถึงตอนนี้จะอายุ 33 ปี แต่การย้ายจากเรอัล มาดริดสู่ยูเวนตุสก็ยังมีค่าตัวสูงถึง 99.2 ล้านปอนด์

กองหน้า : คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งวัย 19 ปี จากโมนาโกสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 165.7 ล้านปอนด์ และคาดการณ์กันว่าหากจะย้ายทีมอีกครั้ง น่าจะเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกแน่นอน