นักเตะยอดเยี่ยม

    ทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือทางยูฟ่า ได้ออกมาประกาศนอมินีนักเตะที่มีโอกาสจะได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกมาแล้ว โดยมีรายชื่อ 3 นักเตะที่ถูกประกาศออกมาผ่านเว็บไซต์ของทางยูฟ่า รวมถึงทางโซเชี่ยล มีเดียร์ต่างๆ ของทางยูฟ่าด้วย โดยรายชื่อ 3 นักเตะผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้แก่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าดาวซัลโวของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่กองหน้าวัย 33 ปีซัดไปถึง 15 ประตูในช่วงที่อยู่กับเรอัล มาดริด และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ส่วนผู้เข้าชิงคนที่ 2 ก็คือลูก้า โมดริช กองกลางห้องเครื่องทีมชาติโครเอเชียวัย 32 ปีที่เป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของเรอัล มาดริด ที่ทำให้ทีมจากสเปนครองเกมได้เหนือคู่แข่งอยู่ตลอดในทุกนัดที่ทำการแข่งขัน และที่สำคัญเขาสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วย ส่วนผู้เข้าชิงรางวัลคนที่ 3 ก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ของลิเวอร์พูลนั่นเอง ที่ก็ช่วยทีมลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และผลงานส่วนตัวก็โดดเด่นมาโดยตลอด ซึ่งเขาก็ช่วยทีมทำได้ถึง 10 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์เลยทีเดียว แต่ว่าในนัดชิงชนะเลิศเขาดันไปได้รับบาดเจ็บจากการโดนเซร์คิโอ รามอสเข้าสกัด ทำให้เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม ทำให้เขาไม่มีส่วนร่วมในนัดชิงชนะเลิศมากนัก และทำให้ลิเวอร์พูลต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ซึ่งอันที่จริงแล้วดูแค่สถิติและผลงานต่างๆ ก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าใครจะได้รางวัลนี้ไปครอง ซึ่งแน่นอนว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นตัวเต็งอย่างแน่นอน หากว่าเป็นอีก 2 คนที่เหลือที่พลิกมาคว้ารางวัลนี้ไปครองได้ ต้องบอกเลยว่าล็อคถล่มแบบสุดๆ ซึ่งปีก่อนหน้านี้ก็เป็นโรนัลโด้ที่คว้ารางวัลนี้ไปครองได้สำเร็จ หลังจากที่รางวัลนี้ได้หยุดการให้รางวัลไปประมาณ 3-4 ปี และพึ่งมีการกลับมาให้รางวัลอีกครั้งเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วนี่เอง โดยในรายของลูก้า โมดริช ยังมีโอกาสที่จะได้ลุ้นรางวัลกองกลางยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอยู่ ซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาเองที่คว้ารางวัลนี้มาก่อนเช่นกัน ทำให้โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ น่าจะเป็นนักเตะคนเดียวที่จะไม่ได้รางวัลปลอบใจในการประกาศรางวัลที่จะถึงในเร็วๆ นี้เลย

live22vip.net แปลและเรียบเรียง

การรับชมที่เปลี่ยนไป

    ตั้งแต่สมัยยังเด็กจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับชมฟุตบอลทางทีวีมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่มีการไปซื้อลิขสิทธ์ให้คนไทยได้รับชมแบบทุกนัด 380 แมตช์ทั้งฤดูกาลมาอย่างยาวนานแล้ว และหลังจากนั้นลีกอื่นๆ ก็ตามมาด้วย ทั้งกัลโช่ เซเรีย อา บุนเดสลีก้า ลา ลีก้า หรืแม้แต่ลีก เอิงก็ตาม ซึ่งตอนนี้เราได้ชมกันครบทีเดียว ถึงแม้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าของในการถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปบ้างก็ตาม แต่ยังไงแฟนบอลชาวไทยก็ได้ดูผ่านหน้าจอทีวีมาโดยตลอด อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็เช่นกัน ที่จากสมัยก่อนเราได้รับชม่านฟรีทีวีด้วยซ้ำ แต่ระยะหลัมานี้ก็ต้องมารับชมผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลต่างๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ในแต่ละรายการนั้นมีราคาที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างศึกฟุตบอลถ้วยของสโมสรยุโรปอย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่มีมูลค่าสูงมากทีเดียว เนื่องจากเป็นถ้วยที่รวบรวมสุดยอดทีมของยุโรปมาทำการแข่งขันกันนั่นเอง แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ผู้บริโภคอย่างเราคงต้อเปลี่ยนวิธีการรับชมเสียแล้ว เนื่องจากปกติเราก็สามารถดูได้จากทางทีวี โดยผ่านกล่อรับสัญญาณต่างๆ โดยจะเป้าเจ้าไหนก็ค่อยว่ากันอีกที แต่อย่างน้อยก็จะได้ดูผ่านทีวีที่มีความคมชัด และจอใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน

แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้นั้น ดูเหมือนว่าแฟนบอลชาวไทยอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการรับชมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันใหม่เสียแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของผู้ถือครอบครองลิขสิทธิ์ฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลนี้ ทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงฟุตบอลยูโรป้า ลีกด้วย ที่เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นจะหันไปถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์โดยการสตรียมมิ่งผานอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่เลยทีเดียวสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่จะต้องมารับชมฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกผ่านทางเว็บไซต์

ซึ่งอันที่จริงแล้วเรายังสามารถรับชมผ่านทางทีวีได้อยู่ เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ของท่านผู้ชมจะต้องมีความพร้อมด้วย คือด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในสมัยนี้ ทำให้เราสามารถต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับสมาร์ต ทีวีได้ ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายถึงวิธีการทำแต่อย่างใด แต่ก็ยังถือว่าสามารถรับชมผ่านจอขนาดใหญ่ได้อยู่ แต่คำถามที่สงสัยอย่างเดียวก็คือความเสถียรของสัญญาณ และความคมชัดมันไม่มีทางที่จะสู้วิธีการรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณได้เลย ทำให้ผู้ชมอาจจะเกิดข้อตำหนิได้ แต่จากที่ได้ลองแล้วนั้นถือว่าภาพและความไหลลื่นดีทีเดียว ซึ่งมันดีกว่าลิงค์เถื่อนที่เคยรับชมมาอย่างแน่นอน

กรุ๊ป ออฟ เดธ

 

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงานจับสลากแบ่งสายของฟุตบอลสโมสรยุโรป ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และศึกยูโรป้า ลีก ที่ในฤดูกาลนี้จะมีการจับสลากเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคมนี้ ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยในแต่ละฤดูกาลแต่ละสโมสรก็จะต้องส่งทีมงานมาลุ้นการจับสลากแบ่งสาย หรือประกบคู่ในรอบน็อคเอ้าต์ด้วย แต่ในส่วนของแฟนบอลที่ลุ้นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะภาวนาไม่ให้ทีมรักของพวกเขาต้องถูกจับไปอยู่ในกลุ่มที่แข็งเกินไป ซึ่งการไปอยู่ในกลุ่มที่อ่อนๆ ก่อนนั้นก็จะยิ่งทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอ้าต์มากขึ้น รวมถึงไม่ต้องพะวงมากนัก และยังสามารถมุ่งสมาธิไปที่การแข่งขันในเกมลีกได้อย่างเต็มที่ด้วย โดยคร่าวๆ ในตอนนี้ได้มีการแบ่งโถกันออกมาให้เห็นบ้างแล้ว และพอจะมอง และลองจับโยงกลุ่มกันเล่นๆ ได้แล้วด้วย โดยหลังจากเปลี่ยนกฏใหม่ ทีมในโถที่ 1 จะไม่ใช่เพียงแค่ทีมใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้ายุโรปอย่างเดียวแล้ว แต่จะเป็นทีมที่เป็นแชมป์ลีกเท่านั้น ที่จะสามารถมาอยู่ในโถที่ 1 ได้ ที่เขาเรียกว่า แชมเปี้ยนส์ พ็อต โดยในฤดูกาลนี้ทีมที่จะได้อยู่ในโถนี้จะมีทีมแมป์จาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป รวมถึงทีมแชมป์เก่าของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็รวมแล้วจะกลายป็น 7 ทีม และทีมแชมป์ลีกจากชาติที่มีค่าสัมประสิตที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือรัสเซีย ซึ่งทีมแชมป์ฤดูกาลที่แล้วก็คือโลโคโมทีฟ มอสโกว์นั่นเอง ที่จะได้อยู่ในโถ 1 ซึ่งบอกได้เลยว่าทีมไหนจับมาอยู่สายเดียวกับทีมจากรัสเซียได้จะถือว่าเฮงสุดๆ

ส่วนโถ 2 ในตอนนี้นั้นมีแน่นอนแล้ว 7 ทีม เหลืออีกทีเดียวเท่านั้นที่ต้องลุ้นว่าจะเป็นลิเวอร์พูล หรือว่าจะเป็นทางเบนฟิก้า เช่นเดียวกันกับโถ 3 และโถ 4 ที่ต้องรอบรอบเพลย์ ออฟ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบคัดเลือกจบก่อน ถึงจะทราบได้ว่าทีมไหนจะได้อยู่ในโถไหน แต่หากอยากนึกสนุกลองจัดกลุ่มที่แย่ที่สุดที่จะกลายเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้ได้นั้น ต้องบอกเลยว่านรกแตกอย่างแน่นอน หากโถ 1 จับมาเป็นบาร์เซโลน่า หรือเรอัล มาดริด โถ 2 เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือจะเป็นลิเวอร์พูลก็ได้ โถ 3 ได้ทีมแบบโมนาโก หรือโอลิมปิก ลียง ส่วนโถ 4 ได้อินเตอร์ มิลาน ซึ่งจะถือว่าเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

เป้าหมายแรกของทีมใหญ่

 

บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปที่มีความมั่นคงอย่างมากกับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศนั้น พวกเขาเหล่านั้นเริ่มที่จะเล็ง และตั้งเป้าหมายสูงสุดของทีมในแต่ละฤดูกาลไว้ที่การเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ในแต่ละฤดูกาล แต่ก้ถือว่าไม่ง่ายเลยที่จะมีใครทำได้อย่างเรอัล มาดริดในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในลีกที่ทีมสามารถผูกขาดการเป็นแชมป์ลีกได้ด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับมาทำผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสสามารถพาทีม “ราชันย์ชุดขาว” คว้าแชมป์ลา ลีก้าของสเปนได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่อีก 2 ฤดูกาลตกเป็นของบาร์เซโลน่า คู่ปรับสำคัญ

ซึ่งในกรณีของเรอัล มาดริดถือว่าเป็นความสุดยอดของพวกเขา ทั้งในเรื่องของตัวกุนซือ รวมถึงตัวนักเตะที่มีคุณภาพมากๆ ด้วย แต่ว่าบรรดาทีมที่เป็นเต้ยของแต่ละลีกในตอนนี้ กำลังเบนเป้าที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหลัก ทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาสามารถครองความยิ่งใหญ่ภายในประเทศได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกเขาหันมาเน้นในฟุตบอลยุโรปได้แบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังแต่อย่างใด ซึ่งอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในประเทศได้ทุกรายการที่ลงแข่ง ทั้งลีก เอิง เฟรนซ์ คัพ รวมถึงเฟรนซ์ ลีก คัพด้วย ซึ่งในลีก เอิงนั้นพวกเขามีคะแนนเหนือรองแชมป์อย่างโมนาโกอยู่ถึงสิบกว่าคะแนน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ชนะใครเลยใน 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล นั่นมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นเหนือชั้นกว่ามาก และทำให้พวกเขาหันมาเล็งในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหลักแล้ว เช่นเดียวกับทางยูเวนตุส หรือบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในการเป็นแชมป์ลีกของประเทศมาอย่างยาวนาน โดยยูเวนตุสได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อาติดต่อกันมาแล้วถึง 7 ปีซ้อน ส่วนบาเยิร์น มิวนิคได้แชมป์บุนเดสลีก้ามา 6 สมัยซ้อนแล้ว มันทำให้พวกเขาหมดความท้าทายกับการเป็นแชมป์ลีกในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป้าหมายของพวกเขาในแต่ละฤดูกาลตั้งแต่การซื้อขายนักเตะก็คือ จะต้องทำให้ทีมมีศักยภาพดีพอที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของทีมมหาอำนาจในแต่ละลีกไปแล้ว

สนับสนุนโดยเว็บไซต์ p8slot.com

ใครจะโค่นบัลลังค์ทีมสเปน

    บทความฟุตบอลที่น่าสนใจจาก live22 ยุคของฟุตบอลสโมสรยุโรปในตอนนี้ถูกมองว่ากำลังเป็นยุคที่ครองความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปน เนื่องจากพวกเขาประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลถ้วยยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงศึกยูโรป้า ลีกด้วย ซึ่งในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้ พวกเขาครองแชมป์ได้ทั้งหมด หากนับในเฉพาะศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ต่างผลัดกันขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้น มีเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากอังกฤษเท่านั้นที่แทรกเข้ามาคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกในการคุมทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสด้วย ซึ่งอันที่จริงฤดูกาลนั้นก็มีทีมจากสเปนที่เกือบจะได้เข้าชิงชนะเลิศ โดยเซลต้า บีโก้ ผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ว่ามาพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบรองชนะเลิศเสียก่อน ทำให้พวกเขาพลาดเข้าไปชิงกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังจากฮอลแลนด์

ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงชนะเลิศ 5 ปีหลังสุดนั้นเป็นทีมจากสเปนที่สามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด โดยเป็นเรอัล มาดริดได้ไปถึง 4 สมัย และเป็น 3 สมัยติดต่อกันในช่วง 3 ปีหลังสุดท้าย และเป็นบาร์เซโลน่าอีก 1 สมัย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้นเมื่อทีมจากสเปนได้เข้ามาชิงชนะเลิศกันเองถง 2 ครั้ง โดยเป็นแอตเลติโก มาดริดที่ต้องอกหักจากคู่ปรับร่วเมืองไปทั้ง 2 ครั้ง ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้นก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเข้ามาคั่นกลางความสำเร็จของทีมจากสเปน ก็มีทางเซบีญ่าในยุคการคุมทีมของอูไน อเมรี่ ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันเช่นกัน ส่วนในฤดูกาลล่าสุดก็ตกเป็นของแอตเลติโก มาดริด ที่ตกรอบมาจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะมาคว้าแชมป์ถ้วยเล็กได้สำเร็จในบั้นปลาย โดยในนัดชิงชนะเลิศพวกเขาเอาชนะโลลิมปิก มาร์กเซย ทีมจากฝรั่งเศสไปได้อย่างสบายเท้า 3-0

5 ปีที่ผ่านมามันแสดงให้ถึงความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว แต่ว่ายุคสมัยมันก็เปลี่ยนแปลงได้เร็วเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ทีมจากอังกฤษก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน อย่างในช่วงปี 2005 ถึง 2009 ก็เป็นทีมจากประเทศอังกฤษที่ได้เข้าชิงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 5 ปีติดต่อกันเหมือนกัน และก็เคยชิงชนะเลิศด้วยกันเอง 1 ครั้งในปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะจุดโทษเชลซีที่มอสโกว์นั่นเอง ซึ่งต้องมารอดูกันในฤดูกาลนี้ว่าจะมีทีมไหนมาโค่นบัลลังค์ทีมจากสเปนได้หรือไม่

 

กระหายแชมป์

    ปัจจัยในการเลือกย้ายทีมของนักฟุตบอลสมัยนี้มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ทั้งเรื่องของครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องความสำเร็จ รวมถึงโอกาสในการลงสนาม ล้วนเป็นปัจจัยในการตัดสินใจที่นักเตะต่างๆ จะเลือกในสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยช่วงซัมเมอร์นี้ก็เช่นกันเมื่อมีนักเตะหลายคนย้ายทีมเพื่อความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเขาหวังไว้ และไม่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน ซึ่งหลายๆ นักเตะที่ค้าแข้งในยุโรปอยากที่จะสัมผัสซักครั้งก็คือการที่จะได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซักครั้งหนึ่งในอาชีพการค้าแข้ง ยิ่งกับนักเตะที่ประสบความสำเร็จ หรือมีความสามารถมากๆ แล้วก็ล้วนแต่อยากจะได้ครองถ้วยนี้ซักครั้ง เพื่อเป้นการเสริมบารมี และการมาถึงสุดเส้นทางในการเป็นนักเตะในสโมสรยุโรปแล้ว

ในช่วงซัมเมอร์นี้มีนักเตะดาวดังหลายคนเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองให้ได้ โดยจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน นายประตูจอมเก๋าอดีตทีมชาติอิตาลีก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ตัดสินใจย้ายจากยูเวนตุสที่เขาค้าแข้งมาเกือบ 20 ปีมาอยู่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมยักษ์ใหญ่แห่งลีก เอิงของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาคิดว่าจะเพิ่มโอกาสที่เขาจะได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วง 4 ปีหลังสุดที่เขาค้าแข้งกับยูเวนตุส นายด่ายวัย 40 ปีก็ได้เข้าชิงชนะเลิศมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ต้องเข้าไปเจอตอทั้งกับบาร์เซโลน่า และกับเรอัล มาดริด และสุดท้ายพวกเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับมาอย่างย่อยยับ ทำให้บุฟฟ่อนเริ่มท้อใจ และตัดสินใจย้ายทีมมาสู้กับทีมในเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอีกครั้ง โดยบุฟฟ่อนยังมีเนย์มาร์ และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ 2 กองหน้าระดับโลกเป็นตัวความหวังในฤดูกาลนี้ ซึ่งน่าจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขาแล้วด้วย

นอกจากในด้านของนักเตะที่ย้ายทีมเพื่อความสำเร็จแล้ว การดำเนินการซื้อนักเตะของแต่ละสโมสรก็มีเป้าหมายเช่นกัน ซึ่งอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ใช้งบประมาณไปกว่า 400 ล้านยูโรเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เพื่อต้องการที่จะคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ซักครั้งตามความต้องการของกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของสโมสร รวมถึงการคว้าตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสของยูเวนตุส ที่ไปคว้าตัวมาจากเรอัล มาดริดก็เช่นกัน ก็เพื่อเพิ่มโอกาสในความสำเร็จในฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ซื้อนักเตะซุปตาร์มาร่วมทีม ทั้งปารีสฯ และยูเวนตุสก็เป็นเต็งแชมป์ของลีกของพวกเขาแบบนอนมาอยู่แล้ว

รอบแบ่งกลุ่ม

 

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป ซึ่งในแต่ละฤดูกาลจะเอา 32 ทีมที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม โดยจะเริ่มต้นกันประมาณเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็จะเป็นเหมือนทุกปีเช่นกันที่จะมีการเตะรอบคัดเลือกกันก่อนที่จะไปถึงรอบแบ่งกลุ่ม โดยรอบคัดเลือกที่น่าสนใจก็คือรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ที่จะเริ่มต้นกันในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยจะมีทีมที่น่าสนใจหลายทีมดวลแข้งกันในรอบนี้ ซึ่งบางคู่ได้มีการประกบคู่ออกมาแล้ว แต่คู่ที่เหลือต้องรอผลของคู่ที่เตะกันในรอบที่ 2 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ฤดูกาลนี้มีทั้งกลาสโกว์ เซลติก อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม และเอฟซี บาเซิ่ล ต้องเตะในรอบที่ 2 ด้วย ส่วนการประกบคู่ที่น่าสนใจในรอบที่ 3 ก็คือการพบกันระหว่างเบนฟิก้า ทีมดังจากโปรตุเกส ที่จะต้องพบกับเฟเนร์บาห์เช่ ทีมดังแห่งตุรกี ซึ่งจะต้องมีทีมหนึ่งที่ต้องตกรอบคัดเลือกอย่างน่าเสียดาย ซึ่งปีก่อนหน้านี้จะมีทีมที่ได้อันดับ 4 จากลีกใหญ่ต้องมาเตะในรอบนี้ด้วย แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนกฏใหม่ ทำให้ทีมที่คว้าที่ 4 จากลีกใหญ่ไม่ต้องมาเล่นในรอบคัดเลือก และได้โควต้าเล่นในรอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติ

ส่วนในรอบแบ่งกลุ่มที่ตอนนี้มีทีมยืนทั้งหมดแล้ว 26 และรอทีมจากรอบเพลย์ออฟเข้ามาเติมเต็มเป็น 32 ทีม ซึ่งจะมีการจับสลากแบ่งสายในรอบแบ่งกลุ่มกันในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยตอนนี้มีทีมวางในแต่ละโถเรียบร้อยแล้ว โดยโถ 1 จะประกอบไปด้วยทีมใหญ่ๆ มากมาย แต่โลโกโมทีฟ มอสโกว์ ทีมแชมป์ลีกของรัสเซียจะได้เป็นทีมวางในฤดูกาลนี้ด้วย ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไม่ค่อยดีในช่วงหลังต้องหล่นมาอยู่โถ 2 และอาจจะมีลิเวอร์พูลด้วย ซึ่งยังขึ้นอยู่กับว่าทีมไหนจะได้ผ่านรอบคัดเลือกมาได้ด้วย เพราะต้องวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ว่าทีมไหนมีมากกว่ากัน โดยมีนาโปลี และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์อยู่ในโถ 2 ด้วย และมีโมนาโก กับโอลิมปิก ลียงเป็นทีมวางในโถ 3 ส่วนโถ 4 จะมีอินเตอร์ มิลาน และฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นตัวเลือก ซึ่งหากลองจัดสถานการณ์แบ่งสายให้มีสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด กลุ่มที่จะเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธมีโอกาสจะเป็นเรอัล มาดริด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โมนาโก และอินเตอร์ มิลาน ซึ่งถือว่ามหาโหดแบบสุดๆ หากเกิดขึ้นจริง และมีโอกาสเข้ารอบ ตกรอบพอๆ กันเลยทีเดียว โดยอาจจะเปลี่ยนจากเรอัล มาดริดเป็นทีมอื่นจากโถ 1 นอกจากโลโกโมทีฟ มอสโกว์ รับรองว่ามันส์แน่นอน

บัลลง ดอร์ปีนี้

  เป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงกันพอสมควรเกี่ยวกับบัลลัง ดอร์ในฤดูกาลนี้ ที่จะกลับมาเป็นนักข่าวจากสำนักต่างๆ ที่จะเป็นคนลงคะแนนโหวตว่าใครจะได้รางวัลบัลลง ดอร์ ที่เปรียบสมือนรางวัลที่บงบอกว่านักเตะคนนั้นคือนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในปีนั้นๆ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่มีทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่างศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้การให้คะแนนหรือการตัดสินคงจะต้องอยู่ในศึกที่คนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างแน่นอน และในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกนี้ก็มีนักเตะหลายคนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น แต่บางรายอาจจะต้องหมดโอกาสไป เนื่องจากผลงานโดยรวมของสโมสรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่นเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในบอลโลกปีนี้ และช่วยให้เบลเยี่ยมคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จด้วย แต่ผลงานโดยรวมของเชลซีนั้นถือว่าไม่ผ่าน ทำให้เขาน่าจะหมดลุ้นไปโดยปริยาย

หากมองจากคู่ชิงชนะเลิศแล้ว ทางฝั่งโครเอเชียมีนักเตะที่โดดเด่นมากในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ นั่นคือลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีม และยังทำผลงานได้ดีกับต้นสังกัดอย่างเรอัล มาดริดด้วย ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันแล้วด้วย ทำให้ถูกมองว่าหากเขาพาทีมชาติโครเอเชียคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ รางวัลบัลลง ดอร์ เตรียมส่งถึงมือเขาอย่างแน่นอนในช่วงปลายปีนี้ แต่ก็ต้องไปพลาดท่าให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่จริงๆ ไม่ได้มีใครโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาเล่นด้วยระบบทีมเวิร์ค จะมีบ้างที่คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่โดดเด่นขึ้นมา แต่กับผลงานในสโมสรเขาก็ได้แค่แชมป์ลีก เอิงกับแชมป์บอลถ้วย ซึ่งยังไม่น่าจะเพียงพอ

นักเตะทีมชาติฝรั่งเศส 2 คนที่อยู่ในข่ายที่น่าจะถูพิจารณาในปีนี้ก็คืออองตวน กรีซมันน์ กองหน้าจากแอตเลติโก มาดริด ที่มีแชม์ยูโรป้า ลีกติดมือกับสโมสรด้วย และทัวร์นาเม้นต์บอลโลกเขาก็ทำได้ถึง 4 ประตู ถึงแม้จะมาจากจุดโทษถึง 3 ลูกก็ตาม และอีกคนคือราฟาเอล วาราน ที่ทำผลงานได้ดีตลอดทัวร์นาเม้นต์ แถมขึ้นมาโขกประตูได้ด้วย รวมถึงยังมีภาษีดีกว่าตรงที่เขาได้เป็นทั้งแชมป์โลก และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาเป็นตัวหลักกับทั้ง 2 แชมป์นี้ด้วย ซึ่งถ้าไม่ใช่ 2 คนนี้ โอกาสที่รางวัลจะตกเป็นของคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกครั้งก็มีสูงมาก

11 ผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดในโลก

 

หลังจากการย้ายทีมของอลิสซอน เบ็คเกอร์ ซึ่งต่อไปนี้จะแสดง 11 ผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกให้ดูกัน ว่าจะสุดยอดแค่ไหน

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบ็คเกอร์ ค่าตัว 64.8 ล้านปอนด์ ถือเป็นผู้รักษาประตูที่ดังขึ้นอย่างเร็วในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านั้นนายด่านวัย 26 ปียังเป็นมือ 2 ของวอจเซียค เชสนี่ นายประตูโปแลนด์อยู่เลย

แบ็คขวา : ไคลย์ วอร์คเกอร์ : ย้ายจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แบ็คซ้าย : แบ็งจาแม็ง เมนดี้ : จากโมนาโกมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้เช่นเดียวกันที่ 52 ล้านปอนด์ แต่กลับได้รับบาดเจ็บหลังจากลงสนามเพียงไม่กี่นัด แต่เขากลับประสบความสำเร็จทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก และแชมป์โลก

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : จอห์น สโตน กองหลังคนที่ 3 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้จากเอฟเวอร์ตัน 47.5 ล้านปอนด์ ในช่วงเดียวกับทั้งเมนดี้ และไคลย์ วอร์คเกอร์ ซึ่งมาได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกพร้อมกัน

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังร่างสูงย้ายจากเซาต์แธมตันสู่ถิ่นแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กองกลาง : ฮาเมส โรดริเกซ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโคลอมเบีย ย้ายจากโมนาโกสู่เรอัล มาดริดด้วยค่าตัว 71 ล้านปอนด์หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่เขาได้รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์

กองกลาง : ปอล ป็อกบา ออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปยูเวนตุสแบบไม่มีค่าตัว แต่พอจะกลับโอลด์ แทรฟฟอร์ดค่าตัวพุ่งไปสูงถึง 89 ล้านปอนด์ และกลายเป็นกองกลางแชมป์โลกไปแล้วด้วย

กองกลาง : ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เป็นการย้ายทีมในช่วงตอนการซื้อขายที่เฟ้อขึ้น ทำให้ค่าตัวของเขาจากลิเวอร์พูลสู่บาร์เซโลน่าสูงถึง 142 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กองหน้า : เนย์มาร์ อย่างที่ทราบกันดีว่าโดนฉีกสัญญาจากบาร์เซโลน่าไปปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยสนมราคา 200 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้วงการฟุตบอลสั่นสะเทือนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว

กองหน้า : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยมีช่วงเวลาที่เป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ 80 ล้านปอนด์เมื่อปี 2009 และถึงตอนนี้จะอายุ 33 ปี แต่การย้ายจากเรอัล มาดริดสู่ยูเวนตุสก็ยังมีค่าตัวสูงถึง 99.2 ล้านปอนด์

กองหน้า : คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งวัย 19 ปี จากโมนาโกสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 165.7 ล้านปอนด์ และคาดการณ์กันว่าหากจะย้ายทีมอีกครั้ง น่าจะเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกแน่นอน

สถิติที่ยากจะทำลาย

  สิ่งที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุเปอร์สตาร์นักเตะทีมชาติโปรตุเกสทำมาตลอดอาชีพนั้น ถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์มาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และต่อมากับเรอัล มาดริด และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูเวนตุสด้วย ซึ่งเขาพึ่งผ่านการตรวจร่างกาย และเปิดตัวกับทีม “ม้าลาย” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเขาขับเคี่ยวสร้างสถิติแข่งกับลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าของบาร์เซโลน่ามาโดยตลอดตั้งแต่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาสวมเสื้อของ “ราชันย์ชุดขาว” และถูกยกย่องว่าเป็น 2 นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกของยุคนี้ และแข่งกันสร้างสถิติต่างๆ ด้วยกันมากมาย และมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงขับเคี่ยวกันอยู่ ซึ่งไม่ว่าสถิติจะจบลงที่ใครทำได้มากที่สุด ก็ยากที่จะมีใครมาโค่นสถิติลงได้ นั่นก็คือสถิตินักเตะที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่า CR7 จะย้ายทีมมาอยู่กับยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีแล้วก็ตาม

ดาวยิงสูงสุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก่อนยุคของโรนัลโด้ และเมสซี่ เคยตกเป็นของราอูล กอนซาเลซ กองหน้าตำนานดาวยิงของเรอัล มาดริด ที่เล่นในบอลถ้วยใบใหญ่ของยุโรปจนถึงปี 2011 ทำไว้สูงสุดอยู่ที่ 71 ประตู จากการลงสนาม 142 นัด ซึ่งก็ถือว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะเฉลี่ยแล้วใน 2 นัด เขาจะสามารถทำได้ 1 ประตู แต่พอมาถึงยุคล่าสุดสถิติ 71 ประตูของนักเตะหมายเลข 7 คนก่อนโรนัลโด้ดูจะธรรมดาไปเลย เมื่อตอนนี้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลายเป็นดาวยิงสูงสุดของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปแล้ว โดยซัดไปแล้วถึง 120 ประตู จากการลงสนาม 153 นัด ส่วนอันดับ 2 เป็นลิโอเนล เมสซี่ ที่ยิงได้ 100 ประตู จาก 125 นัด โดยโรนัลโด้เริ่มเล่นในรายการนี้มาตั้งแต่ปี 2003 ส่วนเมสซี่เริ่มเล่นรายการนี้เมื่อปี 2005 ซึ่งปัจจุบันโรนัลโด้อายุ 33 ปีแล้ว ส่วนเมสซี่ 31 ปี ซึ่งทั้งคู่ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มสถิติให้ตัวเองต่อไปอีกอย่างน้อยคนละ 2 ปี ซึ่งเมื่อทั้งคู่เลิกเล่นแล้ว ไม่แน่ว่าสถิติดาวยิงสูงสุดจะเป็นใคร เชื่อว่าไม่น่าจะมีใครมาทำลายสถิตินี้ได้อีกอย่างน้อย 10 ปี เพราะนอกจากเก่งอย่างเดียวแล้ว ยังไม่พอที่จะสามารถทำลายสถิตินี้ได้ เพราะต้องอยู่กับทีมที่สามารถผ่านเข้ารอบลึกๆ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ทุกปี และที่สำคัญคือต้องไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อย เหมือนอย่างที่สองยอดนักเตะแห่งยุคนี้ทำสำเร็จ