สถิติที่ยากจะทำลาย

  สิ่งที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุเปอร์สตาร์นักเตะทีมชาติโปรตุเกสทำมาตลอดอาชีพนั้น ถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์มาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และต่อมากับเรอัล มาดริด และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูเวนตุสด้วย ซึ่งเขาพึ่งผ่านการตรวจร่างกาย และเปิดตัวกับทีม “ม้าลาย” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเขาขับเคี่ยวสร้างสถิติแข่งกับลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าของบาร์เซโลน่ามาโดยตลอดตั้งแต่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาสวมเสื้อของ “ราชันย์ชุดขาว” และถูกยกย่องว่าเป็น 2 นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกของยุคนี้ และแข่งกันสร้างสถิติต่างๆ ด้วยกันมากมาย และมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงขับเคี่ยวกันอยู่ ซึ่งไม่ว่าสถิติจะจบลงที่ใครทำได้มากที่สุด ก็ยากที่จะมีใครมาโค่นสถิติลงได้ นั่นก็คือสถิตินักเตะที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่า CR7 จะย้ายทีมมาอยู่กับยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีแล้วก็ตาม

ดาวยิงสูงสุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก่อนยุคของโรนัลโด้ และเมสซี่ เคยตกเป็นของราอูล กอนซาเลซ กองหน้าตำนานดาวยิงของเรอัล มาดริด ที่เล่นในบอลถ้วยใบใหญ่ของยุโรปจนถึงปี 2011 ทำไว้สูงสุดอยู่ที่ 71 ประตู จากการลงสนาม 142 นัด ซึ่งก็ถือว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะเฉลี่ยแล้วใน 2 นัด เขาจะสามารถทำได้ 1 ประตู แต่พอมาถึงยุคล่าสุดสถิติ 71 ประตูของนักเตะหมายเลข 7 คนก่อนโรนัลโด้ดูจะธรรมดาไปเลย เมื่อตอนนี้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลายเป็นดาวยิงสูงสุดของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปแล้ว โดยซัดไปแล้วถึง 120 ประตู จากการลงสนาม 153 นัด ส่วนอันดับ 2 เป็นลิโอเนล เมสซี่ ที่ยิงได้ 100 ประตู จาก 125 นัด โดยโรนัลโด้เริ่มเล่นในรายการนี้มาตั้งแต่ปี 2003 ส่วนเมสซี่เริ่มเล่นรายการนี้เมื่อปี 2005 ซึ่งปัจจุบันโรนัลโด้อายุ 33 ปีแล้ว ส่วนเมสซี่ 31 ปี ซึ่งทั้งคู่ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มสถิติให้ตัวเองต่อไปอีกอย่างน้อยคนละ 2 ปี ซึ่งเมื่อทั้งคู่เลิกเล่นแล้ว ไม่แน่ว่าสถิติดาวยิงสูงสุดจะเป็นใคร เชื่อว่าไม่น่าจะมีใครมาทำลายสถิตินี้ได้อีกอย่างน้อย 10 ปี เพราะนอกจากเก่งอย่างเดียวแล้ว ยังไม่พอที่จะสามารถทำลายสถิตินี้ได้ เพราะต้องอยู่กับทีมที่สามารถผ่านเข้ารอบลึกๆ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ทุกปี และที่สำคัญคือต้องไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อย เหมือนอย่างที่สองยอดนักเตะแห่งยุคนี้ทำสำเร็จ

เบิร์นลี่ย์ในศึกยูโรป้า ลีก

  พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ เป็นลีกที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแข็งแกร่งมากที่สุดในโลก ซึ่งลีกผู้ดีได้โควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในแต่ละฤดูกาลถึง 4 ทีมตามอันดับคะแนนในลีกหลังจบฤดูกาล เหมือนดั่งลีกดังในยุโรป ทั้งลา ลีก้า สเปน กัลโช่ เซเรีย อา และบุนเดสลีก้า เยอรมัน ที่ได้โควต้าไปเล่นในถ้วยใบใหญ่ของยุโรป 4 ทีมเช่นกัน และจะได้โควต้าไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกอีกลีกละ 3 ทีม ซึ่งในพรีเมียร์ลีกจะให้สิทธิ์ไปเตะยูโรป้า ลีก กับอันดับที่ 5 เพียงอันดับเดียวเท่านั้น และอีก 2 สิทธิ์ที่เหลือจะมอบให้กับทีมที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ และแชมป์ลีก คัพได้สำเร็จ แต่หากทีมแชมป์บอลถ้วย 2 รายการดังกล่าวเป็นทีมที่ได้โควต้าไปเล่นบอลถ้วยยุโรปอยู่ก่อนแล้ว สิทธิ์จะตกทอดไปให้กับทีมอันดับ 6 และ 7 ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น ทำให้สิทธิ์การไปเตะยูโรป้า ลีก มักจะไปถึงทีมอันดับ 7 หรืออย่างน้อยอันดับที่ 6 เสมอ ซึ่งในฤดูกาลที่แล้วก็เช่นกัน เมื่อทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้แชมป์คาราบาว คัพ และเชลซีที่ได้อันดับ 5 อยู่แล้ว ทำให้โควต้าลงมาถึงอันดับที่ 7 ซึ่งเป็นเบิร์นลี่ย์ที่ได้สิทธิ์นี้ไปครอง

เบิร์นลี่ย์ในยุคการคุมทีมของชอน ไดซ์ กุนซือหนุ่มวัย 47 ปีมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากในศึกพรีเมียร์ลีก และพวกเขามีจุดเด่นที่แผงหลังที่เสียประตูน้อยมาก โดยเสียไปเพียง 39 ประตูเท่านั้นในฤดูกาลที่แล้ว แต่พวกเขาก็ยิงได้เพียง 36 ประตูเช่นกัน แต่พวกเขาก็ประสบความสำเร็จด้วยการจบอันดับที่ 7 ของตารางจนได้ และสร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสรด้วยการไปเล่นในศึกฟุตบอลถ้วยของยุโรปเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งเมื่อครั้งแรกเป็นศึกยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อฤดูกาล 1960-1961 โดยพวกเขาตกรอบแปดทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ให้กับฮัมบูร์ก ต่อมาคือฤดูกาล 1966-1967 ที่ได้ไปเล่นในรายการแฟร์ส คัพ แต่ก็ต้องตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายเช่นเคย เพราะพ่ายให้กับไอน์ทรัคช์ แฟรงเฟิร์ตจากเยอรมันเช่นเดิม และหลังจากนั้นก็หายหน้าหายตาจากรายการฟุตบอลยุโรปไปกว่า 50 ปี จึงได้โผล่ออกมาโชว์ตัวอีกครั้งในปีนี้

ครั้งที่ 3 ในฟุตบอลยุโรปคราวนี้กับศึกยูโรป้า ลีก ที่พวกเขาจะได้เริ่มเล่นในรอบคัดเลือกรอบที่ 2 โดยจะต้องพบกับอเบอร์ดีน ทีมจากสก็อตแลนด์บ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งนัดแรกจะเตะกันที่บ้านของอเบอร์ดีนในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม และนัดที่ 2 จะกลับมาเล่นที่เทิร์ฟ มัวร์ รังเหย้าของเบิร์นลี่ย์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ทางเลือกใหม่สำหรับยักษ์หลับ

    โควต้าการไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในแต่ละฤดูกาลที่มาจากการอันดับคะแนนในลีกถือว่ามีความสำคัญสำหรับทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาก เพราะการไปเล่นในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นเวทีที่สร้างรายได้ให้กับสโมสรเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างกับการไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีก อย่างมหาศาลเลยทีเดียว แต่กับฟุตบอลยุคใหม่ด้วยแล้ว ทำให้แต่ละทีมมีความห่างชั้นกันน้อยลง โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีกที่ถูกมองว่ามีถึง 6 ทีมด้วยกันที่มีโอกาสคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 6 ทีมเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกันโควต้าสำหรับการเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจากตารางคะแนนในลีกจะมีได้เพียงแค่ 4 ทีมเท่านั้น ทำให้การขับเคี่ยวแย่งชิงพื้นที่ท็อปโฟร์จึงมีความเข้มข้น และยากลำบากขึ้น ซึ่งจะมีอย่างน้อย 2 ทีมที่ต้องผิดหวัง และอันดับจะหลุดลงมาเล่นได้เพียงศึกยูโรป้า ลีก เท่านั้น

อีกช่องทางหนึ่งสำหรับการที่จะได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลถัดมาหากไม่สามารถทำอันดับในลีกได้ตามเป้าหมายก็คือการคว้าแชมป์ศึกยูโรป้า ลีกให้ได้ ซึ่งจะทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลถัดมาแบบอัตโนมัติ ซึ่งทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยใช้เส้นทางลัดสายนี้มาแล้วในปีแรกของการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ เมื่อฤดูกาล 2016/2017 เมื่อกุนซือโปรตุกีสมั่นใจว่าเขาไม่สามารถพาทีมจบ 4 อันดับแรกบนตารางพรีเมียร์ลีกได้ จึงหันมาเน้นกับศึกยูโรป้า ลีกทันที แล้วก็ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน หลังจากเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 และได้สิทธิ์ไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลถัดมาทันที

นี่ถือเป็นเส้นทางลัดที่น่าสนใจสำหรับลีกที่มีการแข่งขันบนหัวตารางกันสูงอย่างศึกพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะกับอาร์เซน่อลที่จะได้เล่นในถ้วยใบเล็กของยุโรปในฤดูกาลนี้ และสถานการณ์ในฤดูกาลนี้ของทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือใหม่ และจากสภาพทีมในปัจจุบัน โอกาสที่จะหลุดจากท็อปโฟร์นั้นมีสูงมากทีเดียว ทำให้ทางลัดเส้นนี้น่าจะเป็นออปชั่นที่ดีสำหรับอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่เข้ามารับงานคุมทีมใหม่ทีเดียว แถมเขายังถูกโฉลกกับฟุตบอลรายการนี้ด้วย เพราะกุนซือวัย 46 ปี คือผู้ที่พาเซบีญ่าคว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2014-2016 จนทำให้เขาได้รับงานใหญ่ในการคุมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงมาแล้วด้วย

เต็งแชมป์หลัง “CR7” ย้าย

 พึ่งเกิดการย้ายทีมแบบช็อควงการฟุตบอลโลกอีกครั้งแล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ เมื่อยูเวนตุส ทีมแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 7 สมัยซ้อน ยอมทุ่มเงินถึง 105 ล้านยูโร ให้กับเรอัล มาดริด คว้าตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ สุดยอดดาวเตะแห่งยุคชาวโปรตุเกสมาร่วมทีม ด้วยสัญญา 4 ปี และค่าเหนื่อยปีละ 30 ล้านยูโร ซึ่งสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลในช่วงซัมเมอร์นี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตอนแรกไม่มีใครเชื่อว่าฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร “ราชันย์ชุดขาว” จะยอมปล่อยดาวเตะวัย 33 ปีออกจากรังซานติอาโก้ เบร์นาเบว เนื่องจากเจ้าของฉายา “CR7” ยังคงอยู่ในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้ง แม้อายุจะเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม แต่เขายังเป็นดาวยิงสูงสุดของสโมสรมา 9 ปีติดต่อกันแล้ว แต่จู่ๆ ท่านประธานน่าเลือดก็ตัดสินใจขายอดีตดาวเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดออกจากทีมจนได้ ทำให้ทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส กลายเป็นทีมที่น่ากลัวขึ้นทันที โดยเฉพาะในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่บ่อนรับพนันถูกกฏหมายของอังกฤษ เริ่มปรับราคาให้ทีมดังจากเมืองตูริน กลายเป็นเต็ง 4 ที่จะคว้าแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปไปแล้ว โดยอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ แทง 1 จ่าย 7 เป็นรองเพียงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริดเท่านั้น

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “ราชันย์ชุดขาว” เรอัล มาดริด ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ 3 สมัยซ้อนในยุคของซีเนอดีน ซีดาน เพราะเขามักเป็นผู้ปิดบัญชี ทำประตูชัยให้กับทีมในนัดสำคัญๆ มาโดยตลอด เพราะบางเกมเรอัล มาดริด ก็ไม่ได้มีรูปเกมเหนือกว่าคู่แข่งเสมอไป แต่ก็ได้โรนัลโด้นี่แหละ ที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมได้ตลอด และชิงความได้เปรียบให้กับทีมได้อยู่เสมอ ทั้งเรื่องของการทำประตู หรือการเรียกฟาวส์ เอาฟรีคิกระยะอันตราย หรือแม้แต่ลูกโทษที่จุดโทษก็ตาม ซึ่งทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของฟุตบอลรายการนี้มาโดยตลอด 3 ปีซ้อนแล้ว และเขายังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ทำประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย เมื่อเขาซัดไปแล้วถึง 120 ประตู จากการลงสนามไปเพียงแค่ 153 นัดเท่านั้น ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างลิโอเนล เมสซี่ คู่ปรับคนสำคัญที่ทำไป 100 ประตู และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ยูเวนตุสในยุคที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีโอกาสที่จะสมหวังในการคว้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วง 4 ปีที่มีโรนัลโด้อยู่ในทีม แถมพวกเขายังมีงานไม่หนักในเกมลีกเหมือนคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วย ทำให้บ่อนรับพนันต้องปรับราคาเต็งแชมป์ของทีม “ม้าลาย” ลงอย่างฮวบฮาบ

 

แชมป์จะเปลี่ยนมือ

   หลังจากที่ฟุตบอลถ้วยยุโรปรายการใหญ่ที่สุดเปลี่ยนชื่อจากยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 1993 ก็ได้ถือสถิติว่าแชมป์รายการนี้จะเปลี่ยนมือทุกปี และไม่มีทีมไหนสามารถป้องกันแชมป์ได้มาตลอดกว่า 25 ปี แต่แล้วก็ต้องมาถูกทำลายลงอย่างย่อยยับใน 2 ฤดูกาลล่าสุด เมื่อเรอัล มาดริด ในยุคการคุมทีมของซิเนอดีน ซีดาน สามารถกวาดถ้วยบิ๊กเอียร์เข้าสู่สโมสรได้ถึง 3 ปีซ้อน ไล่ตั้งแต่ปี 2016-2018 ซึ่งถือเป็นยุคทองของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้จะคว้าแชมป์ลา ลีก้า สเปนได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น

แชมป์ 3 สมัยซ้อนของเรอัล มาดริด คว้าชัยชนะเหนือแอตเลติโก มาดริด ในการดวลจุดโทษ ถล่มยูเวนตุส 4-1 และล่าสุดเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 3-1 ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสเลยทีเดียว แต่เจ้าตัวก็ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากจบฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของเรอัล มาดริด ต้องหานายใหม่มากุมบังเหียนแทน และหวยไปตกที่จูเลน โลโปเตกี กุนซือทีมชาติสเปน ณ เวลานั้น ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต จนกุนซือวัย 51 ปี ถูกสมาคมฟุตบอลสเปนปลดจากตำแหน่งก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นเพียง 2 วันเท่านั้น นอกจากการเปลี่ยนแปลงกุนซือแล้ว เรอัล มาดริด อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฤดูกาลนี้ตามมาด้วย เมื่อกุนซือใหม่เข้ามา มักจะมีนักเตะถูกขายออกไป และเสริมนักเตะรายใหม่เข้ามาแทน และดาวเตะที่ถูกคาดว่าจะย้ายออกจากทีมในซัมเมอร์นี้จะเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวซัลโวคนสำคัญของสโมสรตลอด 9 ปีที่ค้าแข้งให้กับ “ราชันย์ชุดขาว” เสียด้วย ทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับทีมเลยทีเดียว

นี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้คิดว่า แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าจะเปลี่ยนมือเป็นทีมอื่นที่ไม่ใช่เรอัล มาดริดอย่างแน่นอน นอกจากเรอัล มาดริด ดูท่าทางจ่ะอ่อนลงเล็กน้อยแล้ว ทีมอื่นๆ ที่ไม่ได้แชมป์รายการนี้มานานหลายปี ก็ยิ่งมีความกระหายมากขึ้น รวมถึงการเสริมขุมกำลังให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่สร้างทีมมาเพื่อหวังคว้าแชมป์รายการนี้โดยเฉพาะ ยูเวนตุส บาเยิร์น มิวนิค รวมถึงทีมยักษ์ใหญ่จากพรีเมียร์ลีกที่ห่างหายจากความสำเร็จกับฟุตบอลรายการนี้มานานแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอจะทำให้เชื่อว่าแชมป์ในฤดูกาลหน้าจะไม่ใช่ทีมที่ชื่อเรอัล มาดริดอย่างแน่นอน