นักเตะยอดเยี่ยม

    ทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือทางยูฟ่า ได้ออกมาประกาศนอมินีนักเตะที่มีโอกาสจะได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกมาแล้ว โดยมีรายชื่อ 3 นักเตะที่ถูกประกาศออกมาผ่านเว็บไซต์ของทางยูฟ่า รวมถึงทางโซเชี่ยล มีเดียร์ต่างๆ ของทางยูฟ่าด้วย โดยรายชื่อ 3 นักเตะผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้แก่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าดาวซัลโวของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่กองหน้าวัย 33 ปีซัดไปถึง 15 ประตูในช่วงที่อยู่กับเรอัล มาดริด และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ส่วนผู้เข้าชิงคนที่ 2 ก็คือลูก้า โมดริช กองกลางห้องเครื่องทีมชาติโครเอเชียวัย 32 ปีที่เป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของเรอัล มาดริด ที่ทำให้ทีมจากสเปนครองเกมได้เหนือคู่แข่งอยู่ตลอดในทุกนัดที่ทำการแข่งขัน และที่สำคัญเขาสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วย ส่วนผู้เข้าชิงรางวัลคนที่ 3 ก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ของลิเวอร์พูลนั่นเอง ที่ก็ช่วยทีมลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และผลงานส่วนตัวก็โดดเด่นมาโดยตลอด ซึ่งเขาก็ช่วยทีมทำได้ถึง 10 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์เลยทีเดียว แต่ว่าในนัดชิงชนะเลิศเขาดันไปได้รับบาดเจ็บจากการโดนเซร์คิโอ รามอสเข้าสกัด ทำให้เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม ทำให้เขาไม่มีส่วนร่วมในนัดชิงชนะเลิศมากนัก และทำให้ลิเวอร์พูลต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ซึ่งอันที่จริงแล้วดูแค่สถิติและผลงานต่างๆ ก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าใครจะได้รางวัลนี้ไปครอง ซึ่งแน่นอนว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นตัวเต็งอย่างแน่นอน หากว่าเป็นอีก 2 คนที่เหลือที่พลิกมาคว้ารางวัลนี้ไปครองได้ ต้องบอกเลยว่าล็อคถล่มแบบสุดๆ ซึ่งปีก่อนหน้านี้ก็เป็นโรนัลโด้ที่คว้ารางวัลนี้ไปครองได้สำเร็จ หลังจากที่รางวัลนี้ได้หยุดการให้รางวัลไปประมาณ 3-4 ปี และพึ่งมีการกลับมาให้รางวัลอีกครั้งเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วนี่เอง โดยในรายของลูก้า โมดริช ยังมีโอกาสที่จะได้ลุ้นรางวัลกองกลางยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอยู่ ซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาเองที่คว้ารางวัลนี้มาก่อนเช่นกัน ทำให้โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ น่าจะเป็นนักเตะคนเดียวที่จะไม่ได้รางวัลปลอบใจในการประกาศรางวัลที่จะถึงในเร็วๆ นี้เลย

live22vip.net แปลและเรียบเรียง

เป้าหมายแรกของทีมใหญ่

 

บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปที่มีความมั่นคงอย่างมากกับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศนั้น พวกเขาเหล่านั้นเริ่มที่จะเล็ง และตั้งเป้าหมายสูงสุดของทีมในแต่ละฤดูกาลไว้ที่การเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ในแต่ละฤดูกาล แต่ก้ถือว่าไม่ง่ายเลยที่จะมีใครทำได้อย่างเรอัล มาดริดในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในลีกที่ทีมสามารถผูกขาดการเป็นแชมป์ลีกได้ด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับมาทำผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสสามารถพาทีม “ราชันย์ชุดขาว” คว้าแชมป์ลา ลีก้าของสเปนได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่อีก 2 ฤดูกาลตกเป็นของบาร์เซโลน่า คู่ปรับสำคัญ

ซึ่งในกรณีของเรอัล มาดริดถือว่าเป็นความสุดยอดของพวกเขา ทั้งในเรื่องของตัวกุนซือ รวมถึงตัวนักเตะที่มีคุณภาพมากๆ ด้วย แต่ว่าบรรดาทีมที่เป็นเต้ยของแต่ละลีกในตอนนี้ กำลังเบนเป้าที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหลัก ทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาสามารถครองความยิ่งใหญ่ภายในประเทศได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกเขาหันมาเน้นในฟุตบอลยุโรปได้แบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังแต่อย่างใด ซึ่งอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในประเทศได้ทุกรายการที่ลงแข่ง ทั้งลีก เอิง เฟรนซ์ คัพ รวมถึงเฟรนซ์ ลีก คัพด้วย ซึ่งในลีก เอิงนั้นพวกเขามีคะแนนเหนือรองแชมป์อย่างโมนาโกอยู่ถึงสิบกว่าคะแนน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ชนะใครเลยใน 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล นั่นมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นเหนือชั้นกว่ามาก และทำให้พวกเขาหันมาเล็งในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหลักแล้ว เช่นเดียวกับทางยูเวนตุส หรือบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในการเป็นแชมป์ลีกของประเทศมาอย่างยาวนาน โดยยูเวนตุสได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อาติดต่อกันมาแล้วถึง 7 ปีซ้อน ส่วนบาเยิร์น มิวนิคได้แชมป์บุนเดสลีก้ามา 6 สมัยซ้อนแล้ว มันทำให้พวกเขาหมดความท้าทายกับการเป็นแชมป์ลีกในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป้าหมายของพวกเขาในแต่ละฤดูกาลตั้งแต่การซื้อขายนักเตะก็คือ จะต้องทำให้ทีมมีศักยภาพดีพอที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของทีมมหาอำนาจในแต่ละลีกไปแล้ว

สนับสนุนโดยเว็บไซต์ p8slot.com

ใครจะโค่นบัลลังค์ทีมสเปน

    บทความฟุตบอลที่น่าสนใจจาก live22 ยุคของฟุตบอลสโมสรยุโรปในตอนนี้ถูกมองว่ากำลังเป็นยุคที่ครองความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปน เนื่องจากพวกเขาประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลถ้วยยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงศึกยูโรป้า ลีกด้วย ซึ่งในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้ พวกเขาครองแชมป์ได้ทั้งหมด หากนับในเฉพาะศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ต่างผลัดกันขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้น มีเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากอังกฤษเท่านั้นที่แทรกเข้ามาคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกในการคุมทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสด้วย ซึ่งอันที่จริงฤดูกาลนั้นก็มีทีมจากสเปนที่เกือบจะได้เข้าชิงชนะเลิศ โดยเซลต้า บีโก้ ผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ว่ามาพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบรองชนะเลิศเสียก่อน ทำให้พวกเขาพลาดเข้าไปชิงกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังจากฮอลแลนด์

ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงชนะเลิศ 5 ปีหลังสุดนั้นเป็นทีมจากสเปนที่สามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด โดยเป็นเรอัล มาดริดได้ไปถึง 4 สมัย และเป็น 3 สมัยติดต่อกันในช่วง 3 ปีหลังสุดท้าย และเป็นบาร์เซโลน่าอีก 1 สมัย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้นเมื่อทีมจากสเปนได้เข้ามาชิงชนะเลิศกันเองถง 2 ครั้ง โดยเป็นแอตเลติโก มาดริดที่ต้องอกหักจากคู่ปรับร่วเมืองไปทั้ง 2 ครั้ง ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้นก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเข้ามาคั่นกลางความสำเร็จของทีมจากสเปน ก็มีทางเซบีญ่าในยุคการคุมทีมของอูไน อเมรี่ ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันเช่นกัน ส่วนในฤดูกาลล่าสุดก็ตกเป็นของแอตเลติโก มาดริด ที่ตกรอบมาจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะมาคว้าแชมป์ถ้วยเล็กได้สำเร็จในบั้นปลาย โดยในนัดชิงชนะเลิศพวกเขาเอาชนะโลลิมปิก มาร์กเซย ทีมจากฝรั่งเศสไปได้อย่างสบายเท้า 3-0

5 ปีที่ผ่านมามันแสดงให้ถึงความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว แต่ว่ายุคสมัยมันก็เปลี่ยนแปลงได้เร็วเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ทีมจากอังกฤษก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน อย่างในช่วงปี 2005 ถึง 2009 ก็เป็นทีมจากประเทศอังกฤษที่ได้เข้าชิงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 5 ปีติดต่อกันเหมือนกัน และก็เคยชิงชนะเลิศด้วยกันเอง 1 ครั้งในปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะจุดโทษเชลซีที่มอสโกว์นั่นเอง ซึ่งต้องมารอดูกันในฤดูกาลนี้ว่าจะมีทีมไหนมาโค่นบัลลังค์ทีมจากสเปนได้หรือไม่

 

การรับชมที่เปลี่ยนไป

    ตั้งแต่สมัยยังเด็กจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับชมฟุตบอลทางทีวีมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่มีการไปซื้อลิขสิทธ์ให้คนไทยได้รับชมแบบทุกนัด 380 แมตช์ทั้งฤดูกาลมาอย่างยาวนานแล้ว และหลังจากนั้นลีกอื่นๆ ก็ตามมาด้วย ทั้งกัลโช่ เซเรีย อา บุนเดสลีก้า ลา ลีก้า หรืแม้แต่ลีก เอิงก็ตาม ซึ่งตอนนี้เราได้ชมกันครบทีเดียว ถึงแม้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าของในการถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปบ้างก็ตาม แต่ยังไงแฟนบอลชาวไทยก็ได้ดูผ่านหน้าจอทีวีมาโดยตลอด อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็เช่นกัน ที่จากสมัยก่อนเราได้รับชม่านฟรีทีวีด้วยซ้ำ แต่ระยะหลัมานี้ก็ต้องมารับชมผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลต่างๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ในแต่ละรายการนั้นมีราคาที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างศึกฟุตบอลถ้วยของสโมสรยุโรปอย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่มีมูลค่าสูงมากทีเดียว เนื่องจากเป็นถ้วยที่รวบรวมสุดยอดทีมของยุโรปมาทำการแข่งขันกันนั่นเอง แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ผู้บริโภคอย่างเราคงต้อเปลี่ยนวิธีการรับชมเสียแล้ว เนื่องจากปกติเราก็สามารถดูได้จากทางทีวี โดยผ่านกล่อรับสัญญาณต่างๆ โดยจะเป้าเจ้าไหนก็ค่อยว่ากันอีกที แต่อย่างน้อยก็จะได้ดูผ่านทีวีที่มีความคมชัด และจอใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน

แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้นั้น ดูเหมือนว่าแฟนบอลชาวไทยอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการรับชมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันใหม่เสียแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของผู้ถือครอบครองลิขสิทธิ์ฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลนี้ ทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงฟุตบอลยูโรป้า ลีกด้วย ที่เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นจะหันไปถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์โดยการสตรียมมิ่งผานอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่เลยทีเดียวสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่จะต้องมารับชมฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกผ่านทางเว็บไซต์

ซึ่งอันที่จริงแล้วเรายังสามารถรับชมผ่านทางทีวีได้อยู่ เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ของท่านผู้ชมจะต้องมีความพร้อมด้วย คือด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในสมัยนี้ ทำให้เราสามารถต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับสมาร์ต ทีวีได้ ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายถึงวิธีการทำแต่อย่างใด แต่ก็ยังถือว่าสามารถรับชมผ่านจอขนาดใหญ่ได้อยู่ แต่คำถามที่สงสัยอย่างเดียวก็คือความเสถียรของสัญญาณ และความคมชัดมันไม่มีทางที่จะสู้วิธีการรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณได้เลย ทำให้ผู้ชมอาจจะเกิดข้อตำหนิได้ แต่จากที่ได้ลองแล้วนั้นถือว่าภาพและความไหลลื่นดีทีเดียว ซึ่งมันดีกว่าลิงค์เถื่อนที่เคยรับชมมาอย่างแน่นอน

กรุ๊ป ออฟ เดธ

 

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงานจับสลากแบ่งสายของฟุตบอลสโมสรยุโรป ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และศึกยูโรป้า ลีก ที่ในฤดูกาลนี้จะมีการจับสลากเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคมนี้ ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยในแต่ละฤดูกาลแต่ละสโมสรก็จะต้องส่งทีมงานมาลุ้นการจับสลากแบ่งสาย หรือประกบคู่ในรอบน็อคเอ้าต์ด้วย แต่ในส่วนของแฟนบอลที่ลุ้นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะภาวนาไม่ให้ทีมรักของพวกเขาต้องถูกจับไปอยู่ในกลุ่มที่แข็งเกินไป ซึ่งการไปอยู่ในกลุ่มที่อ่อนๆ ก่อนนั้นก็จะยิ่งทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอ้าต์มากขึ้น รวมถึงไม่ต้องพะวงมากนัก และยังสามารถมุ่งสมาธิไปที่การแข่งขันในเกมลีกได้อย่างเต็มที่ด้วย โดยคร่าวๆ ในตอนนี้ได้มีการแบ่งโถกันออกมาให้เห็นบ้างแล้ว และพอจะมอง และลองจับโยงกลุ่มกันเล่นๆ ได้แล้วด้วย โดยหลังจากเปลี่ยนกฏใหม่ ทีมในโถที่ 1 จะไม่ใช่เพียงแค่ทีมใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้ายุโรปอย่างเดียวแล้ว แต่จะเป็นทีมที่เป็นแชมป์ลีกเท่านั้น ที่จะสามารถมาอยู่ในโถที่ 1 ได้ ที่เขาเรียกว่า แชมเปี้ยนส์ พ็อต โดยในฤดูกาลนี้ทีมที่จะได้อยู่ในโถนี้จะมีทีมแมป์จาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป รวมถึงทีมแชมป์เก่าของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็รวมแล้วจะกลายป็น 7 ทีม และทีมแชมป์ลีกจากชาติที่มีค่าสัมประสิตที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือรัสเซีย ซึ่งทีมแชมป์ฤดูกาลที่แล้วก็คือโลโคโมทีฟ มอสโกว์นั่นเอง ที่จะได้อยู่ในโถ 1 ซึ่งบอกได้เลยว่าทีมไหนจับมาอยู่สายเดียวกับทีมจากรัสเซียได้จะถือว่าเฮงสุดๆ

ส่วนโถ 2 ในตอนนี้นั้นมีแน่นอนแล้ว 7 ทีม เหลืออีกทีเดียวเท่านั้นที่ต้องลุ้นว่าจะเป็นลิเวอร์พูล หรือว่าจะเป็นทางเบนฟิก้า เช่นเดียวกันกับโถ 3 และโถ 4 ที่ต้องรอบรอบเพลย์ ออฟ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบคัดเลือกจบก่อน ถึงจะทราบได้ว่าทีมไหนจะได้อยู่ในโถไหน แต่หากอยากนึกสนุกลองจัดกลุ่มที่แย่ที่สุดที่จะกลายเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้ได้นั้น ต้องบอกเลยว่านรกแตกอย่างแน่นอน หากโถ 1 จับมาเป็นบาร์เซโลน่า หรือเรอัล มาดริด โถ 2 เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือจะเป็นลิเวอร์พูลก็ได้ โถ 3 ได้ทีมแบบโมนาโก หรือโอลิมปิก ลียง ส่วนโถ 4 ได้อินเตอร์ มิลาน ซึ่งจะถือว่าเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ครั้งแรกของร็อดเจอร์ส

  หลังจากที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่พาทีมลิเวอร์พูลเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2013-2014 แต่สุดท้ายทำได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น เมื่อมาพลาดในช่วงท้ายฤดูกาล และต่อมาเขาก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในถิ่นแอนฟิลด์ ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2015 และหลังจากนั้นเขาก็ว่างงานมาจนกลางปี 2016 และเขาก็ได้งานคุมทีมใหม่อีกครั้ง โดยเป็นทางกลาสโกว เซลติกส์ ทีมยักษ์ใหญ่จากประเทศสก็อตแลนด์ ที่จ้างเขาไปคุมทีมด้วยสัญญาเพียง 1 ปีเท่านั้น หลังจากที่เซลติกส์ประกาศแยกทางกับรอนนี่ ไดล่า กุนซือชาวนอร์เวย์ ที่ถึงแม้ว่าจะพาทีมได้แชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีกทั้ง 2 ฤดูกาลที่เขาคุมทีมก็ตาม แต่ว่าเขาไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้

แต่พอการมาของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาสามารถพาทีมเซลติกส์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จ ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาคุมทีมเลยด้วยซ้ำ และเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาก็ยังสามารถทำได้อีกครั้งด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบแรกทั้ง 2 ครั้งก็ตาม แต่การได้ไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าเป็นความต้องการของแฟนบอล และผู้บริหารของสโมสรเซลติกส์ด้วย เนื่องจากจะทำให้เงินรายได้ต่างๆ ไหลเข้าสู่สโมสรอย่างมากมาย ซึ่งตลอดทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา กุนซือวัย 45 ปีสามารถทำได้ดีมาโดยตลอด และงานหลักของพวกเขาคือการเป็นแชมป์ลีกของปะเทศ ร็อดเจอร์สก็ทำได้อย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด

แต่ในฤดูกาลนี้ พวกเขากลับไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อพวกเขาไปแพ้ให้กับเออีเค เอเธนส์ ทีมแชมป์จากประเทศกรีซเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยสกอร์รวม 2 นัดพวกเขาแพ้ไป 2-3 โดยในนัดแรกพวกเขาได้เล่นในบ้านที่เซลติกส์ ปาร์คก่อน แต่ทำได้เพียงแค่เสมอ 1-1 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ทีมเยือนเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนด้วย และมีโอกาสทำประตูถึง 18 ครั้ง และในเกมยือนที่เมืองหลวงของประเทศกรีซ เซลติกส์ก็ออกไปแพ้ 1-2 ทำให้พวกเขาต้องตกรอบไปในที่สุด ซึ่งถือว่าสร้างความเสียหายทางด้านรายได้ของสโมสรเป็นอย่างมาก รวมถึงสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างยิ่งด้วย จนถึงขั้นจะให้ไล่ออกจากตำแหน่งกุนซือเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าหลังตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว เซลติกส์ยังมาแพ้ให้กับฮาร์ตส์ในเกมลีก 0-1 อีกด้วย

กระหายแชมป์

    ปัจจัยในการเลือกย้ายทีมของนักฟุตบอลสมัยนี้มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ทั้งเรื่องของครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องความสำเร็จ รวมถึงโอกาสในการลงสนาม ล้วนเป็นปัจจัยในการตัดสินใจที่นักเตะต่างๆ จะเลือกในสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยช่วงซัมเมอร์นี้ก็เช่นกันเมื่อมีนักเตะหลายคนย้ายทีมเพื่อความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเขาหวังไว้ และไม่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน ซึ่งหลายๆ นักเตะที่ค้าแข้งในยุโรปอยากที่จะสัมผัสซักครั้งก็คือการที่จะได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซักครั้งหนึ่งในอาชีพการค้าแข้ง ยิ่งกับนักเตะที่ประสบความสำเร็จ หรือมีความสามารถมากๆ แล้วก็ล้วนแต่อยากจะได้ครองถ้วยนี้ซักครั้ง เพื่อเป้นการเสริมบารมี และการมาถึงสุดเส้นทางในการเป็นนักเตะในสโมสรยุโรปแล้ว

ในช่วงซัมเมอร์นี้มีนักเตะดาวดังหลายคนเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองให้ได้ โดยจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน นายประตูจอมเก๋าอดีตทีมชาติอิตาลีก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ตัดสินใจย้ายจากยูเวนตุสที่เขาค้าแข้งมาเกือบ 20 ปีมาอยู่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมยักษ์ใหญ่แห่งลีก เอิงของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาคิดว่าจะเพิ่มโอกาสที่เขาจะได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วง 4 ปีหลังสุดที่เขาค้าแข้งกับยูเวนตุส นายด่ายวัย 40 ปีก็ได้เข้าชิงชนะเลิศมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ต้องเข้าไปเจอตอทั้งกับบาร์เซโลน่า และกับเรอัล มาดริด และสุดท้ายพวกเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับมาอย่างย่อยยับ ทำให้บุฟฟ่อนเริ่มท้อใจ และตัดสินใจย้ายทีมมาสู้กับทีมในเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอีกครั้ง โดยบุฟฟ่อนยังมีเนย์มาร์ และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ 2 กองหน้าระดับโลกเป็นตัวความหวังในฤดูกาลนี้ ซึ่งน่าจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขาแล้วด้วย

นอกจากในด้านของนักเตะที่ย้ายทีมเพื่อความสำเร็จแล้ว การดำเนินการซื้อนักเตะของแต่ละสโมสรก็มีเป้าหมายเช่นกัน ซึ่งอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ใช้งบประมาณไปกว่า 400 ล้านยูโรเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เพื่อต้องการที่จะคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ซักครั้งตามความต้องการของกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของสโมสร รวมถึงการคว้าตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสของยูเวนตุส ที่ไปคว้าตัวมาจากเรอัล มาดริดก็เช่นกัน ก็เพื่อเพิ่มโอกาสในความสำเร็จในฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ซื้อนักเตะซุปตาร์มาร่วมทีม ทั้งปารีสฯ และยูเวนตุสก็เป็นเต็งแชมป์ของลีกของพวกเขาแบบนอนมาอยู่แล้ว

คัดเลือกรอบสุดท้าย

    ฟุตบอลถ้วยยุโรป ทั้งยูโรป้า ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะมีการแข่งขันกันในรอบคัดเลือกก่อน ซึ่งรอบแรกเริ่มแข่งกันมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคมเลยทีเดียว จนมาถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพึ่งจะจบรอบคัดเลือกรอบที่ 2 ไปเท่านั้น แต่รอบที่เป็นไฮไลท์ของรอบคัดเลือกเลยก็คือรอบที่ 3 ที่ทีมชนะจะได้ไปแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลถ้วยของยุโรปในฤดูกาลหน้า ซึ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเหลือที่ว่างอยู่อีกไม่กี่ที่แล้ว แต่ในศึกยูโรป้า ลีกยังมีที่ว่างอีกมาก สำหรับผู้ชนะในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 นี้

ฤดูกาลนี้ได้มีการเปลี่ยนกฏออกไปเล็กน้อย โดยในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ผู้ชนะจะต้องมาพบกับทีมวางในรอบเพลย์ออฟอีกครั้ง เพื่อจะหาอีก 6 ทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งตอนนี้มีทีมวางคือพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น กับยัง บอยส์  จากสวิตเซอร์แลนด์ โดยกลาสโกว์ เซลติก ทีมแชมป์จากสก็อตแลนด์ก็ยังผ่านมาถึงรอบนี้ด้วย และมีโอกาสที่จะได้เล่นในรอบแบ่งกลุ่มเหมือนฤดูกาลที่แล้วอีกครั้ง รวมถึงอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมรองแชมป์จากลีก ดัตช์ด้วย ซึ่งมีทีมที่น่าสนใจมากขึ้นในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 นี้ แต่ถือว่าความน่าสนใจก็น้อยลงไปมาก เนื่องจากในยุคก่อนหน้านี้บรรดาทีมที่จบอันดับ 4 หรืออันดับที่ 3 ของลีกใหญ่ๆ ทั้งพรีเมียร์ลีก ลา ลีก้า หรือกัลโช่ เซเรีย อา จะต้องมาเล่นในรอบคัดเลือกรอบนี้ด้วย แต่พึ่งมีการเปลี่ยนกฏใหม่ไปไม่นาน ทำให้ทีมเหล่านั้นไม่ต้องมาเล่นรอบคัดเลือกแล้ว และสามารถผผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้แบบอัติโนมัติ ทำให้ความน่าสนใจลดลงไปมาก จะเหลือก็แต่ทีมประมาณเกรดบีเท่านั้น ที่จะต้องมาคัดเลือกในรอบนี้กัน

ส่วนนศึกยูโรป้า ลีกนั้น ทึ่ถึงแม้ว่าจะเป็นรอบคัดเลือกรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังมีทีมที่ผ่านมาถึงรอบนี้ถึง 72 ทีม และจะต้องหาอีก 36 ทีมที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบเพลย์ออฟในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้อีกครั้ง โดยรอบนี้มีทีมดังๆ จากลีกใหญ่หลายทีมเลยทีเดียว ทั้งเซบีญ่า อตาลันต้า เบิร์นลี่ย์ บอร์กโดซ์ เฟเยนูร์ด รวมถึงไลป์ซิกจากเยอรมันด้วย ซึ่งจะต้องมาเตะคัดเลือกรอบที่ 3 กันในช่วงกลางสัปดาห์ถึง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน และหากทีมยังผ่านเข้ารอบไปได้ กลางสัปดาห์ต่อมาก็ต้องมาเตะรอบเพลย์ออฟกันอีก ซึ่งถือว่ามีความยุ่งยากขึ้นมากจริงๆ ซึ่งยูฟ่าทำแบบนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของพวกเขานั่นเอง ซึ่งบรรดาสโมสรต่างๆ ก็ต้องทำตามแบบเลี่ยงไม่ได้

 

รอบแบ่งกลุ่ม

 

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป ซึ่งในแต่ละฤดูกาลจะเอา 32 ทีมที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม โดยจะเริ่มต้นกันประมาณเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็จะเป็นเหมือนทุกปีเช่นกันที่จะมีการเตะรอบคัดเลือกกันก่อนที่จะไปถึงรอบแบ่งกลุ่ม โดยรอบคัดเลือกที่น่าสนใจก็คือรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ที่จะเริ่มต้นกันในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยจะมีทีมที่น่าสนใจหลายทีมดวลแข้งกันในรอบนี้ ซึ่งบางคู่ได้มีการประกบคู่ออกมาแล้ว แต่คู่ที่เหลือต้องรอผลของคู่ที่เตะกันในรอบที่ 2 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ฤดูกาลนี้มีทั้งกลาสโกว์ เซลติก อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม และเอฟซี บาเซิ่ล ต้องเตะในรอบที่ 2 ด้วย ส่วนการประกบคู่ที่น่าสนใจในรอบที่ 3 ก็คือการพบกันระหว่างเบนฟิก้า ทีมดังจากโปรตุเกส ที่จะต้องพบกับเฟเนร์บาห์เช่ ทีมดังแห่งตุรกี ซึ่งจะต้องมีทีมหนึ่งที่ต้องตกรอบคัดเลือกอย่างน่าเสียดาย ซึ่งปีก่อนหน้านี้จะมีทีมที่ได้อันดับ 4 จากลีกใหญ่ต้องมาเตะในรอบนี้ด้วย แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนกฏใหม่ ทำให้ทีมที่คว้าที่ 4 จากลีกใหญ่ไม่ต้องมาเล่นในรอบคัดเลือก และได้โควต้าเล่นในรอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติ

ส่วนในรอบแบ่งกลุ่มที่ตอนนี้มีทีมยืนทั้งหมดแล้ว 26 และรอทีมจากรอบเพลย์ออฟเข้ามาเติมเต็มเป็น 32 ทีม ซึ่งจะมีการจับสลากแบ่งสายในรอบแบ่งกลุ่มกันในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยตอนนี้มีทีมวางในแต่ละโถเรียบร้อยแล้ว โดยโถ 1 จะประกอบไปด้วยทีมใหญ่ๆ มากมาย แต่โลโกโมทีฟ มอสโกว์ ทีมแชมป์ลีกของรัสเซียจะได้เป็นทีมวางในฤดูกาลนี้ด้วย ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไม่ค่อยดีในช่วงหลังต้องหล่นมาอยู่โถ 2 และอาจจะมีลิเวอร์พูลด้วย ซึ่งยังขึ้นอยู่กับว่าทีมไหนจะได้ผ่านรอบคัดเลือกมาได้ด้วย เพราะต้องวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ว่าทีมไหนมีมากกว่ากัน โดยมีนาโปลี และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์อยู่ในโถ 2 ด้วย และมีโมนาโก กับโอลิมปิก ลียงเป็นทีมวางในโถ 3 ส่วนโถ 4 จะมีอินเตอร์ มิลาน และฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นตัวเลือก ซึ่งหากลองจัดสถานการณ์แบ่งสายให้มีสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด กลุ่มที่จะเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธมีโอกาสจะเป็นเรอัล มาดริด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โมนาโก และอินเตอร์ มิลาน ซึ่งถือว่ามหาโหดแบบสุดๆ หากเกิดขึ้นจริง และมีโอกาสเข้ารอบ ตกรอบพอๆ กันเลยทีเดียว โดยอาจจะเปลี่ยนจากเรอัล มาดริดเป็นทีมอื่นจากโถ 1 นอกจากโลโกโมทีฟ มอสโกว์ รับรองว่ามันส์แน่นอน

ลิสบอนทีมแตก

  สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังในลีกโปรตุเกส ถือว่าเป็นสโมสรที่ปั้นนักเตะระดับโลกมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะหลุยส์ ฟิโก้ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ตำนานหมายเลข 7 ของทีมชาติโปรตุเกสก็มีต้นกำเนิดมาจากสโมสรนี้เช่นกัน แต่เมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วดันเกิดปัญหาภายในสโมสร รวมถึงมีแฟนบอลพวกหัวรุนแรงเข้ามารุมทำร้ายนักเตะถึงสนามซ้อม ทำให้นักเตะบาดเจ็บกันไปเล็กน้อยด้วย และเหมือนจะถูกโยงไปถึงประธานสโมสรอย่างบรูโน่ เด คาร์วัลโญ่ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นตัวตั้งตัวตีให้แฟนบอลมาทำร้ายร่างกายนักเตะหลังจากที่พวกเขาต้องหลุดพื้นที่โควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น และด้วยข้อกฏหมายที่มีช่องว่างให้มีการยกเลิกสัญญาได้ หากเกิดความไม่ปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่นักเตะโดนทำร้ายที่สนามซ้อม ทำให้เหล่านักเตะดาวดังหลายคนใช้ข้ออ้างนี้ในการยกเลิกสัญญากับสโมสร และย้ายออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัว ทำให้พวกเขาย้ายทีมได้แบบอิสระโดยที่สโมสรไม่ได้เงินจากการย้ายทีมซักแดงเดียว สภาวะทีมแตกคงเหมาะที่สุดที่จะใช้ระบุสถานการณ์ของสปอร์ติ้ง ลิสบอนในตอนนี้ เมื่อเริ่มมีนักเตะคนแรกทำ คนหลังๆ ก็ตามมาเป็นกระบิ โดยเป็นทางฮอร์เก้ เฆซุส กุนซือของทีมที่เผ่นออกจากทีมไปก่อนเป็นคนแรก

รุย ปาทรซิโอ นายประตูจอมหนึบทีมชาติโปรตุเกสเป็นดาวดังรายแรกที่ออกมางัดข้อกับสโมสรด้วยเงื่อนไขการยกเลิกสัญญานี้ และได้ไปเซ็นต์สัญญาร่วมทีมวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส  ทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มด้วยซ้ำ และหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกมาพวกเขาต้องเสียนักเตะไปอีกหลายราย ทั้งไบรอัน รุยซ์ ที่ย้ายไปเล่นที่บราซิล และล่าสุดกับเกลสัน มาร์ตินส์ ที่ไปเซ็นสัญญากับแอตเลติโก มาดริดแบบฟรีๆ ซึ่งนักเตะเหล่านี้หากไม่มีเรื่องบาดหมาง สปอร์ติ้ง ลิสบอน สามารถขายนักเตะพวกนี้ได้ในราคารวมกันเกือบ 100 ล้านยูโรด้วยซ้ำ โดยมีเพียงวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติโปรตุเกส ที่ยังปราณีต่อสโมสร โดยปล่อยให้ทีมตัดสินใจขายเขาออกไปให้เรอัล เบติส โดยให้สโมสรได้ค่าตัว 18 ล้านปอนด์ไป รวมถึงคริสเตียโน่ ปิคคินี่ แบ็คขวาที่ขายให้กับบาเลนเซีย ทำให้สปอร์ติ้ง ลิสบอนพอจะได้เงินกลับมาบ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสโมสร เพราะนักเตะที่ย้ายออกไปเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมทั้งนั้น และอาจจะถึงช่วงที่สโมสรจะต้องตกต่ำที่สุดแล้วก็ได้