ดาวซัลโวจากแดนกระทิง

         

     บทความฟุตบอลโดย 918kissbyp8.com เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดในโลกนั้นมีเพียง 2 คนเท่านั้น คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าจอมถล่มประตูชาวโปรตุเกสของเรอัล มาดริด ที่ฤดูกาลนี้ได้ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสเรียบร้อยแล้ว และอีกคนก็คือลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กชาวอาร์เจนไตน์ของบาร์เซโลน่า ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการแข่งขันในลีกในสมัยที่โรนัลโด้ยังสวมชุดของทีม “ราชันย์ชุดขาว” อยู่ ก็มักจะมีการแข่งกันทำประตูเพิ่อชิงรางวัลปิชิชี่ หรือว่าดาวซัลโวของศึกลา ลีก้าสเปนนั่นเอง ซึ่งก็ผลัดกันได้มาโดยตลอด เช่นเดียวกันกับในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ดาวเตะทั้ง 2 คนนี้ที่สามารถช่วยให้ทีมผ่านเข้ารอบลึกๆ ได้แทบทุกฤดูกาล ทำให้พวกเขามีโอกาสลงสนามมากกว่านักเตะคนอื่นๆ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถทำประตูได้มากกว่านักเตะคนอื่นๆ หรือนักเตะที่มาจากลีกอื่นๆ โดยตลอด ทำให้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดาวซัลโวของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนั้นมาจากนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในแดนกระทิงดุ หรือว่าประเทศสเปนทั้งนั้น ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ผลัดกันคว้าตำแหน่งดาวซัลโวเลยก็ว่าได้ โดยมีในฤดูกาล 2014-2015 เท่านั้นมีมีเนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ตอนนั้นยังเล่นให้กับบาร์เซโลน่าอยู่ สามารถยิงประตูขึ้นมาเทียบเท่ากับ 2 ดาวเตะชื่อก้องโลกที่ 10 ประตูได้ นอกนั้นล้วนเป็นเมสซี่ แอนด์ โรนัลโด้โชว์เลยทีเดียว

เป็นเวลา 10 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว ที่ดาวซัลโวของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนั้นมาจากทีมในสเปน ก็คือบาร์เซโลน่า กับเรอัล มาดริดนั่นเอง ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นักเตะที่ไม่ได้ค้าแข้งอยู่ในลีกสเปนคนล่าสุดที่เป็นดาวซัลโวก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง โดยในตอนนั้นเขายังอยู่กับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่ ซึ่งเป็นปีที่เขาคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ไปครองนั่นเอง โดยในฤดูกาลนี้เขาสามารถทำประตูในรายการนี้ได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น เนื่องจากเขาถูกแบนไป 1 นัดจากการโดนใบแดงด้วย รวมถึงการที่มาอยู่กับยูเวนตุส ที่ไม่ได้เป็นทีมที่บุกอย่างบ้างคลั่งเหมือนกับเรอัล มาดริด ทำให้การที่เขาจะทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนก่อนนั้นเป็นไปได้ยากด้วย แต่ทว่าดาวซัลโวในฤดูกาลนี้ก็อาจจะเป็นนักเตะจากทีมในสเปนอีกก็เป็นได้ เมื่อลิโอเนล เมสซี่ ยังคั่วตำแหน่งดาวซัลโวในปีนี้อยู่ โดยทำได้ถึง 6 ประตูแล้วในรอบแบ่งกลุ่ม

ทีมที่อยากเจอ

    ได้บทสรุปกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกใน ที่ทำการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีมจบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ ซึ่งทำให้เห็นความสนุกและความมันส์ที่จะบังเกิดขึ้นลางๆ แล้วในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่จะแข่งขันกันในช่วงต้นปีหน้าในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของทวีป ยังสามารถเอาตัวรอดผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าต์ไปกันได้เกือบทั้งหมด โดยทีมใหญ่ที่ตกไปในรอบนี้นั้นก็เนื่องมาจากอยู่ในกลุ่มกรุ๊ป ออฟ เดธนั่นเอง หรือว่าเป็นกลุ่มที่มีทีมใหญ่อยู่ด้วยกัน 3 ทีม อย่างในกลุ่มเอชที่มียูเวนตุส แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และบาเลนเซียอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายก็เป็นบาเลนเซียที่ต้องผิดหวังไป แต่ 2 ทีมที่ผ่านเข้ารอบไปได้ก็เป็นทีมที่ใหญ่กว่า และน่าสนใจมากกว่านั่นเอง ซึ่งทำให้พอจะมองภาพออกลางๆ แล้วในการประกบคู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่จะมีการจับสลากประกบคู่กันในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนี้จะยังมีกฏเนชั่น โพรเท็คต์ คือทีมจากชาติเดียวกันยังไม่สามารถที่จะเจอกันได้อยู่ รวมถึงเป็นการไขว้ด้วย เมื่อทีมอันดับ 1 จะต้องพบกับทีมจากอันดับ 2 ของกลุ่มอื่นๆ ซึ่งทีมที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นทีมยักษ์ใหญ่แทบทั้งสิ้น โดยมีเพียงเอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังจากประเทศโปรตุเกส และอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมจากฮอลแลนด์เท่านั้น ที่ไม่ได้เป็นทีมที่มาจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป โดยปอร์โต้นั้นโชคดีเนื่องจากถูกจับไปอยู่ในกลุ่มที่ถูกมองว่าเบาที่สุดในปีนี้ ทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบมาอย่างง่ายดาย ส่วนทีมดังจากแดนกังหันลมนั้นอยู่ร่วมกลุ่มกับบาเยิร์น มิวนิค โดยมีเบนฟิก้าที่ถูกมองว่าจะมาแย่งกันเข้ารอบ แต่พวกเขากลับผ่านมาได้อย่างสบาย และมีนักเตะดาวรุ่งที่น่าสนใจอยู่ในทีมหลายคนด้วย

ทีมใหญ่ที่ต้องหล่นไปเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มนั้นต่างเล็งที่อยากจะพบกับเอฟซี ปอร์โต้อย่างแน่นอน เนื่องจากปอร์โต้เป็นทีมอันดับ 1 ที่ดูอ่อนที่สุด ซึ่งทุกทีมที่ได้อันดับ 2 ต่างมีโอกาสจะจับสลากได้เจอ เช่นเดียวกันกับชาลเก้ 04 ที่น่าจะเป็นอันดับ 2 ที่อันดับ 1 ของทุกกลุ่มอยากเจอเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นทีมที่มาจากศึกบุนเดสลีก้า แต่ฤดูกาลนี้ฟอร์มของพวกเขาไม่สู้ดีนัก โดยถานการณ์ในลีกนั้นก็ยังคลุมเครืออยู่ด้วย แต่ดันมาทำได้ดีในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เนื่องจากอยู่ในกลุ่มที่อ่อนที่สุดนั่นเอง

ข้อมูลโดย scr918kissbyp8.com

นักเตะยอดเยี่ยม

    ทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือทางยูฟ่า ได้ออกมาประกาศนอมินีนักเตะที่มีโอกาสจะได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกมาแล้ว โดยมีรายชื่อ 3 นักเตะที่ถูกประกาศออกมาผ่านเว็บไซต์ของทางยูฟ่า รวมถึงทางโซเชี่ยล มีเดียร์ต่างๆ ของทางยูฟ่าด้วย โดยรายชื่อ 3 นักเตะผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้แก่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าดาวซัลโวของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่กองหน้าวัย 33 ปีซัดไปถึง 15 ประตูในช่วงที่อยู่กับเรอัล มาดริด และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ส่วนผู้เข้าชิงคนที่ 2 ก็คือลูก้า โมดริช กองกลางห้องเครื่องทีมชาติโครเอเชียวัย 32 ปีที่เป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของเรอัล มาดริด ที่ทำให้ทีมจากสเปนครองเกมได้เหนือคู่แข่งอยู่ตลอดในทุกนัดที่ทำการแข่งขัน และที่สำคัญเขาสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วย ส่วนผู้เข้าชิงรางวัลคนที่ 3 ก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ของลิเวอร์พูลนั่นเอง ที่ก็ช่วยทีมลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และผลงานส่วนตัวก็โดดเด่นมาโดยตลอด ซึ่งเขาก็ช่วยทีมทำได้ถึง 10 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์เลยทีเดียว แต่ว่าในนัดชิงชนะเลิศเขาดันไปได้รับบาดเจ็บจากการโดนเซร์คิโอ รามอสเข้าสกัด ทำให้เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม ทำให้เขาไม่มีส่วนร่วมในนัดชิงชนะเลิศมากนัก และทำให้ลิเวอร์พูลต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ซึ่งอันที่จริงแล้วดูแค่สถิติและผลงานต่างๆ ก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าใครจะได้รางวัลนี้ไปครอง ซึ่งแน่นอนว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นตัวเต็งอย่างแน่นอน หากว่าเป็นอีก 2 คนที่เหลือที่พลิกมาคว้ารางวัลนี้ไปครองได้ ต้องบอกเลยว่าล็อคถล่มแบบสุดๆ ซึ่งปีก่อนหน้านี้ก็เป็นโรนัลโด้ที่คว้ารางวัลนี้ไปครองได้สำเร็จ หลังจากที่รางวัลนี้ได้หยุดการให้รางวัลไปประมาณ 3-4 ปี และพึ่งมีการกลับมาให้รางวัลอีกครั้งเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วนี่เอง โดยในรายของลูก้า โมดริช ยังมีโอกาสที่จะได้ลุ้นรางวัลกองกลางยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอยู่ ซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาเองที่คว้ารางวัลนี้มาก่อนเช่นกัน ทำให้โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ น่าจะเป็นนักเตะคนเดียวที่จะไม่ได้รางวัลปลอบใจในการประกาศรางวัลที่จะถึงในเร็วๆ นี้เลย

live22vip.net แปลและเรียบเรียง

เป้าหมายแรกของทีมใหญ่

 

บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปที่มีความมั่นคงอย่างมากกับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศนั้น พวกเขาเหล่านั้นเริ่มที่จะเล็ง และตั้งเป้าหมายสูงสุดของทีมในแต่ละฤดูกาลไว้ที่การเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ในแต่ละฤดูกาล แต่ก้ถือว่าไม่ง่ายเลยที่จะมีใครทำได้อย่างเรอัล มาดริดในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในลีกที่ทีมสามารถผูกขาดการเป็นแชมป์ลีกได้ด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับมาทำผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสสามารถพาทีม “ราชันย์ชุดขาว” คว้าแชมป์ลา ลีก้าของสเปนได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่อีก 2 ฤดูกาลตกเป็นของบาร์เซโลน่า คู่ปรับสำคัญ

ซึ่งในกรณีของเรอัล มาดริดถือว่าเป็นความสุดยอดของพวกเขา ทั้งในเรื่องของตัวกุนซือ รวมถึงตัวนักเตะที่มีคุณภาพมากๆ ด้วย แต่ว่าบรรดาทีมที่เป็นเต้ยของแต่ละลีกในตอนนี้ กำลังเบนเป้าที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหลัก ทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาสามารถครองความยิ่งใหญ่ภายในประเทศได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกเขาหันมาเน้นในฟุตบอลยุโรปได้แบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังแต่อย่างใด ซึ่งอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในประเทศได้ทุกรายการที่ลงแข่ง ทั้งลีก เอิง เฟรนซ์ คัพ รวมถึงเฟรนซ์ ลีก คัพด้วย ซึ่งในลีก เอิงนั้นพวกเขามีคะแนนเหนือรองแชมป์อย่างโมนาโกอยู่ถึงสิบกว่าคะแนน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ชนะใครเลยใน 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล นั่นมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นเหนือชั้นกว่ามาก และทำให้พวกเขาหันมาเล็งในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหลักแล้ว เช่นเดียวกับทางยูเวนตุส หรือบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในการเป็นแชมป์ลีกของประเทศมาอย่างยาวนาน โดยยูเวนตุสได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อาติดต่อกันมาแล้วถึง 7 ปีซ้อน ส่วนบาเยิร์น มิวนิคได้แชมป์บุนเดสลีก้ามา 6 สมัยซ้อนแล้ว มันทำให้พวกเขาหมดความท้าทายกับการเป็นแชมป์ลีกในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป้าหมายของพวกเขาในแต่ละฤดูกาลตั้งแต่การซื้อขายนักเตะก็คือ จะต้องทำให้ทีมมีศักยภาพดีพอที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของทีมมหาอำนาจในแต่ละลีกไปแล้ว

สนับสนุนโดยเว็บไซต์ p8slot.com

ใครจะโค่นบัลลังค์ทีมสเปน

    บทความฟุตบอลที่น่าสนใจจาก live22 ยุคของฟุตบอลสโมสรยุโรปในตอนนี้ถูกมองว่ากำลังเป็นยุคที่ครองความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปน เนื่องจากพวกเขาประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลถ้วยยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงศึกยูโรป้า ลีกด้วย ซึ่งในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้ พวกเขาครองแชมป์ได้ทั้งหมด หากนับในเฉพาะศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ต่างผลัดกันขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้น มีเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากอังกฤษเท่านั้นที่แทรกเข้ามาคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกในการคุมทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสด้วย ซึ่งอันที่จริงฤดูกาลนั้นก็มีทีมจากสเปนที่เกือบจะได้เข้าชิงชนะเลิศ โดยเซลต้า บีโก้ ผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ว่ามาพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบรองชนะเลิศเสียก่อน ทำให้พวกเขาพลาดเข้าไปชิงกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังจากฮอลแลนด์

ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงชนะเลิศ 5 ปีหลังสุดนั้นเป็นทีมจากสเปนที่สามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด โดยเป็นเรอัล มาดริดได้ไปถึง 4 สมัย และเป็น 3 สมัยติดต่อกันในช่วง 3 ปีหลังสุดท้าย และเป็นบาร์เซโลน่าอีก 1 สมัย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้นเมื่อทีมจากสเปนได้เข้ามาชิงชนะเลิศกันเองถง 2 ครั้ง โดยเป็นแอตเลติโก มาดริดที่ต้องอกหักจากคู่ปรับร่วเมืองไปทั้ง 2 ครั้ง ส่วนในศึกยูโรป้า ลีกนั้นก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเข้ามาคั่นกลางความสำเร็จของทีมจากสเปน ก็มีทางเซบีญ่าในยุคการคุมทีมของอูไน อเมรี่ ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันเช่นกัน ส่วนในฤดูกาลล่าสุดก็ตกเป็นของแอตเลติโก มาดริด ที่ตกรอบมาจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะมาคว้าแชมป์ถ้วยเล็กได้สำเร็จในบั้นปลาย โดยในนัดชิงชนะเลิศพวกเขาเอาชนะโลลิมปิก มาร์กเซย ทีมจากฝรั่งเศสไปได้อย่างสบายเท้า 3-0

5 ปีที่ผ่านมามันแสดงให้ถึงความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว แต่ว่ายุคสมัยมันก็เปลี่ยนแปลงได้เร็วเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ทีมจากอังกฤษก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน อย่างในช่วงปี 2005 ถึง 2009 ก็เป็นทีมจากประเทศอังกฤษที่ได้เข้าชิงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 5 ปีติดต่อกันเหมือนกัน และก็เคยชิงชนะเลิศด้วยกันเอง 1 ครั้งในปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะจุดโทษเชลซีที่มอสโกว์นั่นเอง ซึ่งต้องมารอดูกันในฤดูกาลนี้ว่าจะมีทีมไหนมาโค่นบัลลังค์ทีมจากสเปนได้หรือไม่

 

ทีมผู้ดียังแข็งแกร่ง

 

     ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในแต่ละฤดูกาล ทีมในแต่ละประเทศจะได้โควต้าเข้าแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มไม่เท่ากัน โดยทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่าจะวัดจากคะแนนรวมต่างๆ ที่แต่ละสโมสรของแต่ละลีกทำผลงานในฟุตบอลยุโรปได้ดีแค่ไหน ซึ่งทางยูฟ่าได้ให้โควต้ามากที่สุดที่ 4 ทีมในการเข้าแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม โดยมีเพียง 4 ลีกเท่านั้นที่ได้โควต้า 4 ทีม ได้แก่พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ลา ลีก้าของสเปน กัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลี และล่าสุดที่ได้โควต้าเพิ่มเป็น 4 ทีมเมื่อไม่กี่ฤดูกาลมานี้ก็คือบุนเดสลีก้าของประเทศเยอรมันนั่นเอง ซึ่งในบางกรณีอาจจะเพิ่มเป็น 5 ทีมได้ หากว่าสโมสรในประเทศเหล่านี้สามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกมาครองได้สำเร็จ แล้วไม่สามารถทำอันดับไปอยู่ในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในตารางคะแนนของลีกได้ เหมือนอย่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเคยทำได้มาแล้วเมื่อปี 2017 ที่พวกเขาเป็นอันดับที่ 6 ของตาราง แต่สามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ ทำให้ฤดูกาลนั้นทีมจากอังกฤษได้เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มถึง 5 ทีม

โดยในฤดูกาลนี้ที่ได้ทำการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มไปครบทั้ง 6 นัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น มีเพียงีมจากประเทศอังกฤษชาติเดียวเท่านั้น ที่ได้โควต้าเข้ารอบแบ่งกลุ่มหลายทีม แล้วสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ทั้งหมด 4 ทีม ส่วนทีมจากลีกต่างๆ นั้นไม่สามารถเข้ารอบไปได้ทั้งหมด โดยลา ลีก้านั้นก็ได้ผ่านเข้ารอบไปเกือบทั้งหมด โดยมีบาร์เซโลน่า แอตเลติโก มาดริด และแชมป์เก่าอย่างเรอัล มาดริดที่สามารถผ่านเข้ารอบได้อย่างไม่ยากเย็น แต่บาเลนเซียไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้ เมื่อโดนยูเวนตุส และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขโมย 2 อันดับแรกไปครอง และทำให้พวกเขาต้องตกลงไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในรอบต่อไปแทน เช่นเดียวกับบุนเดสลีก้าที่ได้โควต้า 4 ทีม แต่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปได้เพียง 3 ทีมเท่านั้น โดยบาเยิร์น มิวนิค ชาลเก้ 04 และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ สามารถทำได้ตามคาด ส่วนน้องใหม่ในบอลยุโรปอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์กลับไปไม่รอด

ทีมจากลีกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลี ก็ผ่านเข้ารอบได้เพียงแค่ 2 ทีมเท่านั้น คือโรม่า กับยูเวนตุส ส่วนอินเตอร์ มิลาน และนาโปลี ต้องอกหักไปเล่นในยูโรป้า ลีกแทน ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดวาทีมจากอังกฤษยังมีมาตรฐานการเล่นที่ดีกว่าทีมจากลีกอื่นๆ เล็กน้อย ทำให้พวกเขาผ่านข้ารอบไปได้ทั้งหมด แต่ว่าจะเป็นทีมที่เก่งกาจที่สุดของทวีปหรือไม่นั่นถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ผู้รอดจากกรุ๊ป ออฟ เดธ

 

ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ศึกฟุตบอลสโมสรรายการที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่ได้มีการแบ่งกลุ่มออกมาทั้งหมด 8 กลุ่มเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อนๆ แต่ในฤดูกาลนี้ที่มีทีมใหญ่ของยุโรปได้กลับมาเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปในระยะหนึ่ง ทำให้เมื่อกลับมาเล่นในถ้วยไบใหญ่ใหม่อีกครั้ง ทำให้ค่าสัมปะสิทธ์ต่างๆ นั้นกลายเป็นรองหลายสโมสร ทำให้พวกเขาต้องหล่นไปอยู่ในโถ 4 ของการจับสลาก ทำให้ในฤดูกาลนี้ที่จับฉลากออกมาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมต้องมีกลุ่มที่ถูกเรียกว่ากรุ๊ป ออฟ เดธ หรือว่ากลุ่มแห่งความตายอยู่ถึง 2 กลุ่มด้วยกัน นั่นได้แก่กลุ่มบี ที่มีบาร์เซโลน่า ยอดทีมจากสเปน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ทีมพลังหนุ่มจากอังกฤษ พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น แชมป์จากประเทศฮอลแลนด์ และอินเตอร์ มิลาน ที่กลับมาเล่นในถ้วยใหญ่อีกครั้งในฤดูกาลนี้ ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มซีที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมแชมป์จากฝรั่งเศส ลิเวอร์พูล ที่เป็นรองแชมป์เก่าในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว นาโปลี ทีมดังจากอิตาลี และเซอร์เวน่า ซเวดด้า ทีมแชมป์ของประเทศเซอร์เบีย ซึ่ง 3 ใน 4 ทีมของทั้ง 2 กลุ่มนี้มาจาก 5 ลีกชั้นนำของยุโรป ทำให้ถูกยกให้เป็นกลุ่มแห่งความตายในฤดูกาลนี้

ซึ่งผลสุดท้ายแล้วทีมที่ต้องเป็นฝ่ายชอกช้ำ และต้องตกรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็คือ 2 ทีมจากอิตาลีอย่างทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน และนาโปลีนั่นเอง รวมถึงทีมรองบ่อนอย่างพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และเซอร์เวน่า ซเวดด้า ที่ต้องเป็นบ๊วยของกลุ่มไปตามคาด ซึ่งทั้ง 2 ทีมจากแดนมักกะโรนีที่ต้องตกรอบนั้น ต้องบอกว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง และโทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง เนื่องจากก่อนการแข่งขันนัดสุดท้ายของกุ่ม พวกเขากุมความได้เปรียบไว้ทั้งหมด โดยอินเตอร์ มิลานแค่ต้องเอาชนะพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นที่ตกรอบไปแล้วเท่านั้น แต่กลับทำได้เพียงแค่ตามตีเสมอทีมจากแดนกังหันลมเท่านั้น ทำให้มีคะแนนเท่ากับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ที่สามารถบุกไปเสมอกับบาร์เซโลน่าได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ทีมมีคะแนนเท่ากัน แต่ว่าเฮด ทู เฮด ของทีม “ไก่เดือยทอง” ดีกว่าเมื่อบุกไปยิงอเวย์ โกลได้ที่จูเซ็ปเป้ เมียซซ่า ซึ่งเป็นสถานการณ์คล้ายกับนาโปลี ที่ก็ต้องตกรอบเพราะทำประตูได้น้อยกว่าทีมลิเวอร์พูล เมื่อนัดสุดท้ายพวกเขาบุกไปแพ้ที่แอนฟิลด์ 0-1 ทำให้เฮด ทู เฮดของพวกเขาเท่ากัน แต่พอนับประตูที่ยิงได้แล้วนั้นลิเวอร์พูลดีกว่า 2 ประตู ทำให้ทั้ง 2

ไม่โหดเหมือนปีที่แล้ว

 

ในการแข่งขันฟุตบอลยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้น ถือว่าไม่มีความน่าติดตามแต่อย่างใด โดยในรอบแบ่งกลุ่มที่มี 48 ทีมทำการแข่งขันกันนั้นแทบไม่มีความน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของแต่ละลีกนั้นได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันทั้งหมด ซึ่งโดยปกติทีมจากอังกฤษจะต้องมีทีมใหญ่ที่พลาดมาเล่นในรายการนี้ 2 ทีม แต่ว่าปีก่อนหน้านั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ได้พอดี ทำให้ทีมได้ไปเล่นในถ้วยใหญ่แทน และเหลืออาร์เซน่อลที่มาเล่นถ้วยนี้เพียงทีมเดียวเท่านั้น ส่วนทีมอื่นๆ ที่พอน่าสนใจบ้างก็คือเอซี มิลานที่มีการเสริมทัพที่ดี แต่นอกนั้นไม่มีทีมไหนสามารถดึงดูดความสนใจจากแฟนบอลได้เลย

แต่แล้วความน่าสนใจก็มาบังเกิดในรอบ 32 ทีมสุดท้าย 24 ทีมที่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มของรายการนี้มาได้นั้น ต้องมารองรับอีก 8 ทีมที่คว้าอันดับ 3 ในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ ทำให้ได้มาเล่นในยูโรป้า ลีกเป็นการปลอบใจ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้น แต่ละทีมที่หล่นมาจากถ้วยใหญ่นั้นช่างโหดร้ายยิ่งนัก เมื่อมีทั้งโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ แอตเลติโก มาดริด ไลป์ซิก และนาโปลี ทำให้มีความน่าสนใจ และความสนุกเกิดขึ้นทันที ซึ่งจากตอนแรกที่อาร์เซน่อลที่เป็นเต็ง 1 และหมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าแชมป์รายการนี้ให้ได้ เพื่อชิงโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเหมือนอย่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำได้นั้น แต่กลับต้องมาเจอกับทีมโหดๆ แทน และสุดท้ายทีม “ปืนใหญ่” ก็ต้องตกรอบรองชนะเลิศด้วยน้ำมือของแอตเลติโก มาดริด ที่สุดท้ายกลายเป็นแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ในฤดูกาลนี้ในศึกยูโรป้า ลีกก็ถือว่ามีความน่าสนใจพอสมควรในรอบแบ่งกลุ่ม เพราะมีทีมใหญ่ที่ต้องมาเล่นหลายทีม ทั้งอาร์เซน่อล เชลซี เอซี มิลาน และไบย์เออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นต้น แต่ทว่าทีมที่ตกไปจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่จะต้องมีการจับสลากเจอกันในรอบ 32 ทีมนั้นกลับไม่น่าสนใจเหมือนเดิม เพราะทีมใหญ่ที่ตกรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปนั้นไม่ใช่เป็นทีมเต็งเข้ารอบเหมือนอย่างปีที่แล้ว โดยมีอินเตอร์ มิลาน นาโปลี และบาเลนเซีย ที่เป็นทีมที่ยักษ์ใหญ่ในศึกยูโรป้า ลีก ควรหลีกเลี่ยงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยบางทีมอาจจะไม่เอาจริงเอาจังด้วยซ้ำ ยกเว้นบาเลนเซีย ที่คงต้องเน้นไว้ก่อน เพราะผลงานในลีกปีนี้แทบไม่มีทางที่จะทำอันดับไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าได้

 

การรับชมที่เปลี่ยนไป

    ตั้งแต่สมัยยังเด็กจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับชมฟุตบอลทางทีวีมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่มีการไปซื้อลิขสิทธ์ให้คนไทยได้รับชมแบบทุกนัด 380 แมตช์ทั้งฤดูกาลมาอย่างยาวนานแล้ว และหลังจากนั้นลีกอื่นๆ ก็ตามมาด้วย ทั้งกัลโช่ เซเรีย อา บุนเดสลีก้า ลา ลีก้า หรืแม้แต่ลีก เอิงก็ตาม ซึ่งตอนนี้เราได้ชมกันครบทีเดียว ถึงแม้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าของในการถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปบ้างก็ตาม แต่ยังไงแฟนบอลชาวไทยก็ได้ดูผ่านหน้าจอทีวีมาโดยตลอด อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็เช่นกัน ที่จากสมัยก่อนเราได้รับชม่านฟรีทีวีด้วยซ้ำ แต่ระยะหลัมานี้ก็ต้องมารับชมผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลต่างๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ในแต่ละรายการนั้นมีราคาที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างศึกฟุตบอลถ้วยของสโมสรยุโรปอย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่มีมูลค่าสูงมากทีเดียว เนื่องจากเป็นถ้วยที่รวบรวมสุดยอดทีมของยุโรปมาทำการแข่งขันกันนั่นเอง แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ผู้บริโภคอย่างเราคงต้อเปลี่ยนวิธีการรับชมเสียแล้ว เนื่องจากปกติเราก็สามารถดูได้จากทางทีวี โดยผ่านกล่อรับสัญญาณต่างๆ โดยจะเป้าเจ้าไหนก็ค่อยว่ากันอีกที แต่อย่างน้อยก็จะได้ดูผ่านทีวีที่มีความคมชัด และจอใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน

แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้นั้น ดูเหมือนว่าแฟนบอลชาวไทยอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการรับชมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันใหม่เสียแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของผู้ถือครอบครองลิขสิทธิ์ฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลนี้ ทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงฟุตบอลยูโรป้า ลีกด้วย ที่เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นจะหันไปถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์โดยการสตรียมมิ่งผานอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่เลยทีเดียวสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่จะต้องมารับชมฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกผ่านทางเว็บไซต์

ซึ่งอันที่จริงแล้วเรายังสามารถรับชมผ่านทางทีวีได้อยู่ เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ของท่านผู้ชมจะต้องมีความพร้อมด้วย คือด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในสมัยนี้ ทำให้เราสามารถต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับสมาร์ต ทีวีได้ ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายถึงวิธีการทำแต่อย่างใด แต่ก็ยังถือว่าสามารถรับชมผ่านจอขนาดใหญ่ได้อยู่ แต่คำถามที่สงสัยอย่างเดียวก็คือความเสถียรของสัญญาณ และความคมชัดมันไม่มีทางที่จะสู้วิธีการรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณได้เลย ทำให้ผู้ชมอาจจะเกิดข้อตำหนิได้ แต่จากที่ได้ลองแล้วนั้นถือว่าภาพและความไหลลื่นดีทีเดียว ซึ่งมันดีกว่าลิงค์เถื่อนที่เคยรับชมมาอย่างแน่นอน

กรุ๊ป ออฟ เดธ

 

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงานจับสลากแบ่งสายของฟุตบอลสโมสรยุโรป ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และศึกยูโรป้า ลีก ที่ในฤดูกาลนี้จะมีการจับสลากเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคมนี้ ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยในแต่ละฤดูกาลแต่ละสโมสรก็จะต้องส่งทีมงานมาลุ้นการจับสลากแบ่งสาย หรือประกบคู่ในรอบน็อคเอ้าต์ด้วย แต่ในส่วนของแฟนบอลที่ลุ้นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะภาวนาไม่ให้ทีมรักของพวกเขาต้องถูกจับไปอยู่ในกลุ่มที่แข็งเกินไป ซึ่งการไปอยู่ในกลุ่มที่อ่อนๆ ก่อนนั้นก็จะยิ่งทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอ้าต์มากขึ้น รวมถึงไม่ต้องพะวงมากนัก และยังสามารถมุ่งสมาธิไปที่การแข่งขันในเกมลีกได้อย่างเต็มที่ด้วย โดยคร่าวๆ ในตอนนี้ได้มีการแบ่งโถกันออกมาให้เห็นบ้างแล้ว และพอจะมอง และลองจับโยงกลุ่มกันเล่นๆ ได้แล้วด้วย โดยหลังจากเปลี่ยนกฏใหม่ ทีมในโถที่ 1 จะไม่ใช่เพียงแค่ทีมใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้ายุโรปอย่างเดียวแล้ว แต่จะเป็นทีมที่เป็นแชมป์ลีกเท่านั้น ที่จะสามารถมาอยู่ในโถที่ 1 ได้ ที่เขาเรียกว่า แชมเปี้ยนส์ พ็อต โดยในฤดูกาลนี้ทีมที่จะได้อยู่ในโถนี้จะมีทีมแมป์จาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป รวมถึงทีมแชมป์เก่าของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็รวมแล้วจะกลายป็น 7 ทีม และทีมแชมป์ลีกจากชาติที่มีค่าสัมประสิตที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือรัสเซีย ซึ่งทีมแชมป์ฤดูกาลที่แล้วก็คือโลโคโมทีฟ มอสโกว์นั่นเอง ที่จะได้อยู่ในโถ 1 ซึ่งบอกได้เลยว่าทีมไหนจับมาอยู่สายเดียวกับทีมจากรัสเซียได้จะถือว่าเฮงสุดๆ

ส่วนโถ 2 ในตอนนี้นั้นมีแน่นอนแล้ว 7 ทีม เหลืออีกทีเดียวเท่านั้นที่ต้องลุ้นว่าจะเป็นลิเวอร์พูล หรือว่าจะเป็นทางเบนฟิก้า เช่นเดียวกันกับโถ 3 และโถ 4 ที่ต้องรอบรอบเพลย์ ออฟ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบคัดเลือกจบก่อน ถึงจะทราบได้ว่าทีมไหนจะได้อยู่ในโถไหน แต่หากอยากนึกสนุกลองจัดกลุ่มที่แย่ที่สุดที่จะกลายเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้ได้นั้น ต้องบอกเลยว่านรกแตกอย่างแน่นอน หากโถ 1 จับมาเป็นบาร์เซโลน่า หรือเรอัล มาดริด โถ 2 เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือจะเป็นลิเวอร์พูลก็ได้ โถ 3 ได้ทีมแบบโมนาโก หรือโอลิมปิก ลียง ส่วนโถ 4 ได้อินเตอร์ มิลาน ซึ่งจะถือว่าเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ครั้งแรกของร็อดเจอร์ส

  หลังจากที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่พาทีมลิเวอร์พูลเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2013-2014 แต่สุดท้ายทำได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น เมื่อมาพลาดในช่วงท้ายฤดูกาล และต่อมาเขาก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในถิ่นแอนฟิลด์ ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2015 และหลังจากนั้นเขาก็ว่างงานมาจนกลางปี 2016 และเขาก็ได้งานคุมทีมใหม่อีกครั้ง โดยเป็นทางกลาสโกว เซลติกส์ ทีมยักษ์ใหญ่จากประเทศสก็อตแลนด์ ที่จ้างเขาไปคุมทีมด้วยสัญญาเพียง 1 ปีเท่านั้น หลังจากที่เซลติกส์ประกาศแยกทางกับรอนนี่ ไดล่า กุนซือชาวนอร์เวย์ ที่ถึงแม้ว่าจะพาทีมได้แชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีกทั้ง 2 ฤดูกาลที่เขาคุมทีมก็ตาม แต่ว่าเขาไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้

แต่พอการมาของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาสามารถพาทีมเซลติกส์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จ ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาคุมทีมเลยด้วยซ้ำ และเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาก็ยังสามารถทำได้อีกครั้งด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบแรกทั้ง 2 ครั้งก็ตาม แต่การได้ไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าเป็นความต้องการของแฟนบอล และผู้บริหารของสโมสรเซลติกส์ด้วย เนื่องจากจะทำให้เงินรายได้ต่างๆ ไหลเข้าสู่สโมสรอย่างมากมาย ซึ่งตลอดทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา กุนซือวัย 45 ปีสามารถทำได้ดีมาโดยตลอด และงานหลักของพวกเขาคือการเป็นแชมป์ลีกของปะเทศ ร็อดเจอร์สก็ทำได้อย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด

แต่ในฤดูกาลนี้ พวกเขากลับไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อพวกเขาไปแพ้ให้กับเออีเค เอเธนส์ ทีมแชมป์จากประเทศกรีซเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยสกอร์รวม 2 นัดพวกเขาแพ้ไป 2-3 โดยในนัดแรกพวกเขาได้เล่นในบ้านที่เซลติกส์ ปาร์คก่อน แต่ทำได้เพียงแค่เสมอ 1-1 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ทีมเยือนเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนด้วย และมีโอกาสทำประตูถึง 18 ครั้ง และในเกมยือนที่เมืองหลวงของประเทศกรีซ เซลติกส์ก็ออกไปแพ้ 1-2 ทำให้พวกเขาต้องตกรอบไปในที่สุด ซึ่งถือว่าสร้างความเสียหายทางด้านรายได้ของสโมสรเป็นอย่างมาก รวมถึงสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างยิ่งด้วย จนถึงขั้นจะให้ไล่ออกจากตำแหน่งกุนซือเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าหลังตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว เซลติกส์ยังมาแพ้ให้กับฮาร์ตส์ในเกมลีก 0-1 อีกด้วย